วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556

DOS เบื้องต้น


Disk Operating System : DOS ( ระบบปฏิบัติการดอส)
  • ดอส เป็นระบบปฏิบัติการบนเครื่องพีซีสำหรับเครื่องไอบีเอ็ม หรือไอบีเอ็มคอมแพตติเบิ้ลที่เคยเป็นที่นิยมใช้งานมากในอดีตหรือแม้แต่ในปัจจุบันก็ยังมีการใช้งานกันอยู่ ดอสเป็นระบบปฏิบัติการที่มีลักษณะการทำงานเป็นแบบงานเดียว ( Single task) ซึ่งหมายความว่าขณะที่มีการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานใดอยู่นั้น จะต้องรอจนกว่างานนั้นจะเสร็จก่อนจึงจะสามารถใช้คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างอื่นต่อไป ตัวอย่างเช่น ถ้าสั่งให้คอมพิวเตอร์พิมพ์ไฟล์ออกทางเครื่องพิมพ์ ก็จะต้องรอจนกว่าการพิมพ์นั้นจะเสร็จสิ้นจึงจะสามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานอื่นต่อไปได้
    ดอส เป็นระบบปฏิบัติการที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางมากในหมู่ผู้ใช้เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ เป็นผลงานของบริษัทไมโครซอฟต์คอร์เปอร์เรชั่น( Microsoft Corporation) ความเป็นมาของเอ็มเอสดอสเริ่มจากที่บริษัทไอบีเอ็ม(IBM) ได้สร้างเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์มีชื่อว่าพีซี (PC:personal computer) และว่าจ้างบริษัทไมโครซอฟต์ให้ช่วยออกแบบระบบปฏิบัติการของเครื่องพีซีนี้ โดยใช้ชื่อว่าพีซีดอส (PC-DOS) เครื่องพีซีได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จนมีบริษัทอื่น ๆ สร้างเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์เลียนแบบเครื่องไอบีเอ็ม ซึ่งสามารถทำงานได้เหมือนกัน เป็นเครื่องแบบเดียวกัน เรามักนิยมเรียกเครื่องที่สร้างเลียนแบบนี้ว่า “ เครื่องคอมแพตติเบิ้ล” (compatible) ถ้าเครื่องคอมแพตติเบิ้ลต้องการทำงานให้เหมือนกับพีซีของไอบีเอ็มแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีระบบปฏิบัติการที่เหมือนกัน แต่พีซีดอสเป็นลิขสิทธ์ของไอบีเอ็มที่ขายให้กับผู้ใช้เครื่องของไอบีเอ็มเท่านั้น ดังนั้นบริษัทไมโครซอฟต์จึงสร้างระบบปฏิบัติการใหม่ออกสู่ตลาด เพื่อให้เครื่องคอมแพตติเบิ้ลทั้งหลายได้ใช้ มีชื่อว่า เอ็มเอสดอส (MS-DOS) โดยไมโครซอฟต์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งเอ็มเอสดอสและพีซีดอสนี้ความจริงแล้วเหมือนกัน เป็นระบบปฏิบัติการตัวเดียวกัน เพียงแต่เรียกชื่อต่างกันเท่านั้นเอง (ด้วยเหตุผลเชิงพาณิชย์ที่กล่าวมา) เอ็มเอสดอสหรือพีซีดอสได้ถูกพัฒนาออกมาหลายเวอร์ชั่น โดยมีขีดความสามารถมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในเวอร์ชั่นหลัง ๆ ไอบีเอ็มได้แยกพัฒนาพีซีดอสด้วยตนเอง ทำให้พีซีดอสและเอ็มเอสดอสในเวอร์ชั่นหลัง ๆ มีความแตกต่างกัน (ซึ่งมักจะต่างกันทางด้านความสามารถพิเศษต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่แล้วยังคงเหมือนกันอยู่)
    ดอสมีต้นกำเนิดมาจากระบบปฏิบัติการ CP/M ที่ใช้กับเครื่อง 8 บิตในสมัยก่อน แต่ปัจจุบัน CP/M ไม่มีใช้กันแล้วบนเครื่องพีซี เนื่องจากการเข้ามาของดอสตัวใหม่ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วเพื่อให้ทันกับความสามารถของฮาร์ดแวร์ที่สูงขึ้น ปัจจุบันดอสที่เป็นที่รู้จักและยังเป็นที่นิยมใช้งานอยู่ได้แก่
    • MS-DOS เป็นระบบปฏิบัติการบนเครื่องพีซีจากบริษัทไมโครซอฟต์ ซึ่งสามารถใช้งานกับเครื่องพีซี ตั้งแต่ 16 บิตขึ้นไป โดย “MS” ย่อมาจาก Microsoft
    • PC-DOS เป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนาขึ้นมาโดยความร่วมมือระหว่างบริษัทไมโครซอฟต์และไอบีเอ็ม เพื่อให้สามารถใช้กับเครื่องของไอบีเอ็มโดยเฉพาะ โดย “PC” ย่อมาจาก “Personal Computer”
    • Novell’s DOS เป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนาขึ้นมาให้มีความสามารถทางด้านเครือข่าย ถูกพัฒนาขึ้นมาจาก DR-DOS ที่สร้างโดยบริษัท Digital Research
    โดยทั่วไป MS-DOS และ PC-DOS จะมีรูปแบบการใช้งานเหมือนกัน แต่อาจมีการทำงานภายในของบางโปรแกรมหรือบางคำสั่งเท่านั้นที่ต่างกัน MS-DOS ได้มีการพัฒนามาพร้อมๆ กับเครื่องพีซี โดยครั้งแรกบริษัท ซีแอตเติลได้สร้างระบบปฏิบัติการที่เรียกว่า 86-DOS เพื่อใช้งานกับซีพียู 8086 และพัฒนามาหลายรุ่นจนถึงรุ่น 86-DOS 1.0 บริษัทไมโครซอฟต์จึงได้ตัดสินใจซื้อลิขสิทธิ์ทั้งหมดของ 86-DOS จากซีแอตเติล และเปลี่ยนชื่อจาก 86-DOS เป็น MS-DOS และได้ทำการพัฒนา MS-DOS ให้มีความสามารถเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามการเปลี่ยนแปลงของฮาร์ดแวร์ จากรุ่นหรือเวอร์ชั่น (version) แรกสุดคือ 1.0 ที่ออกมาในปี ค.ศ. 1981 ได้มีการพัฒนาปรับปรุง เวอร์ชั่นให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนในปัจจุบันเป็นเวอร์ชั่น 6.2 ที่ออกมาในปี 1993 และสำหรับ PC-DOS เวอร์ชั่นปัจจุบันคือ 6.1
    โดยทั่วไปซอฟต์แวร์เกือบทุกประเภทจะมีตัวเลขอยู่หลังชื่อซอฟต์แวร์นั้น เพื่อแสดงถึงเวอร์ชั่นที่มีการพัฒนา ยิ่งเวอร์ชันสูงมากขึ้นเท่าไรความสามารถของซอฟต์แวร์นั้นก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้สามารถใช้ประสิทธิ-ภาพของฮาร์ดแวร์ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วได้ดียิ่งขึ้น
    ปัจจุบันบริษัทไอบีเอ็มได้เลิกพัฒนาพีซีดอสแล้ว แต่หันไปสร้างระบบปฏิบัติการโอเอสทูขึ้นมา ส่วนบริษัทไมโครซอฟต์ยังคงพัฒนาเอ็มเอสดอสของตนต่อไปอีก เนื่องจากยังมีผู้นิยมใช้กันอยู่เป็นจำนวนมาก ในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงลักษณะทั่ว ๆ ไปที่มีเป็นของทั้งเอ็มเอสดอสและพีซีดอส และจะขอเรียกสั้น ๆ ว่า “ ดอส” ตามที่นิยมเรียกกัน
  • การจัดการโปรเซส
    เนื่องจากดอสเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับผู้ใช้คนเดียว ( single user) ทำงานครั้งละหนึ่งงาน (single program) ทำให้การควบคุมระบบค่อนข้างง่าย คือ รับงานจากผู้ใช้ ส่งมอบการควบคุมให้กับโปรแกรมของผู้ใช้จนกระทั่งโปรแกรมจบ แล้วกลับมาควบคุมระบบต่อ (รอรับงานต่อไป) จะเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้แนวความคิดเรื่องโปรเซสให้ยุ่งยาก แต่ถ้าหากต้องการจะมองในแง่ของการจัดการโปรเซสของดอสแล้ว ก็อาจแสดงได้อย่างง่าย ๆ เริ่มจากเมื่อผู้ใช้ส่งงานระบบดอสจะให้โปรเซส (โปรแกรม) ทำงาน การทำงานของโปรเซสจะมีอยู่เพียง 2 สถานะคือสถานะรัน หมายถึงโปรเซสกำลังครอบครองซีพียูอยู่ และสถานะติดขัด หมายถึง โปรเซสกำลังรอเหตุการณ์บางอย่าง เช่น การทำงานของอุปกรณ์อินพุต-เอาต์พุต เป็นต้น ในระหว่างที่โปรเซสอยู่ในสถานะติดขัดซีพียูจะว่าง เพราะอยู่ในระบบมีอยู่เพียงโปรเซสเดียว โปรเซสจะเปลี่ยนสถานะไปมาระหว่างสถานะรันและสถานะติดขัดไปเรื่อย ๆ ตามแต่การทำงานของโปรเซส จนกระทั่งโปรเซสจบสิ้นลง โปรเซสก็จะส่งมอบการทำงานคืนให้กับดอสและดอสก็พร้อมที่จะรับงานจากผู้ใช้ต่อไป
  • การจัดการหน่วยความจำ
    เนื่องจากดอสเป็นระบบปฏิบัติการที่ถูกสร้างขึ้นมาใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์ของบริษัทไอบีเอ็มโดยตรง ทำให้การทำงานหลายอย่างต้องขึ้นกับฮาร์ดแวร์ของเครื่องด้วย หน่วยความจำก็เช่นเดียวกัน ดอสต้องจัดการเนื้อที่ในหน่วยความจำของไมโครคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีขนาดจำกัดเพียง 640 กิโลไบต์ (1 กิโลไบต์ = 1024 ไบต์) เท่านั้น ( หน่วยความจำส่วนนี้เป็นหน่วยความจำประเภทแรม) ความจริงแล้วตามสถาปัตยกรรมของไมโคร โปรเซสเซอร์ 8088 ( ซึ่งเป็นซีพียูของไมโครคอมพิวเตอร์ที่ไอบีเอ็มเลือกใช้) สามารถอ้างหน่วยความจำได้มากถึง 1 เมกกะไบต์ (1024 กิโลไบต์) แต่สาเหตุที่เหลือหน่วยความจำเพียงแค่ 640 กิโลไบต์ให้ดอสจัดการนั้น เป็นเพราะส่วนที่เกิน 640 กิโลไบต์ เป็นส่วนที่ถูกจองไว้ใช้สำหรับการทำงานของระบบ เช่น เป็นหน่วยความจำสำหรับข้อมูลบนจอภาพที่เรียกว่าวีดีโอแรม (video RAM) หรือเป็นหน่วยความจำประเภทรอม เป็นต้น
    สำหรับไมโครคอมพิวเตอร์รุ่นหลัง ๆ จะใช้ไมโครโปรเซสเซอร์ 80286 หรือ 80386 เป็นซีพียู ซีพียูทั้ง 2 เบอร์นี้มีหน่วยความจำพิเศษเพิ่มมาเรียกว่า extended memory ซึ่งเป็นหน่วยความจำที่อยู่เกินหน่วย ความจำธรรมดา (conventional memory) ขนาด 1 เมกกะไบต์ขึ้นไปทำให้สามารถใช้หน่วยความจำได้มากกว่า 1 เมกกะไบต์ขึ้นไปได้จนถึง 16 เมกกะไบต์ในกรณีของ 80286 และถึง 2 จิกะไบต์ (1 จิกะไบต์ =1024 เมกกะไบต์) ในกรณีของ 80386 แต่อย่างไรก็ตามดอสไม่สามารถจัดการหน่วยความจำในส่วนที่เกิน 1 เมกกะไบต์นั้นได้
    การจัดการหน่วยความจำของดอสเป็นแบบง่าย ๆ คือ ใช้การจัดสรรแบบต่อเนื่องในระบบโปรแกรมเดี่ยว ดอสจะเข้าไปกินเนื้อที่อยู่ในหน่วยความจำส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือจะเป็นพื้นที่ว่างที่ดอสจะโหลดเอาโปรแกรมของผู้ใช้เข้าไปไว้ ถ้าโปรแกรมของผู้ใช้มีขนาดโตกว่าส่วนที่เหลือนี้โปรแกรมนั้นก็จะทำงานไม่ได้ เว้นแต่เป็นโปรแกรมที่มีการทำงานแบบโอเวอร์เลย์ (ดูรายละเอียดในบทที่ 4) เมื่อโปรแกรมของผู้ใช้เสร็จสิ้นลงก็จะคืนเนื้อที่ในหน่วยความจำให้กับดอสเพื่อใช้สำหรับโปรแกรมอื่น ๆ ต่อไป
  • ดิสก์และระบบไฟล์
    ดอสมีการจัดวางรูปแบบเนื้อที่หน่วยความจำในดิสก์เป็นของตนเองเรียกว่า การทำฟอร์แมต ( format) ก่อนใช้งานดิสก์ก็จะต้องนำแผ่นดิสก์มาผ่านการฟอร์แมตเสียก่อน ซึ่งดอสมีโปรแกรมสำหรับการทำฟอร์แมตไว้ให้แล้ว การทำฟอร์แมตจะเป็นการกำหนดขนาดของเซกเตอร์แทร็ก และวงรอบของดิสก์ ซึ่งจะมีขนาดเท่าใดขึ้นอยู่กับชนิดของแผ่นดิสก์ว่าเป็นดิสก์ประเภทใด และเป็นดอสเวอร์ชั่นใดตัวอย่างเช่นในดอสเวอร์ชั่น 1.1 กำหนดให้ดิสก์ขนาด 5.25 นิ้ว มี 8 เซกเตอร์ต่อแทร็ก 2 แทร็กต่อรอบวง และมี 40 วงรอบ แต่สำหรับดอสเวอร์ชั่น 2.0 กำหนดให้มี 9 เซกเตอร์ต่อแทร็ก 2 แทร็กต่อรอบวง และมี 40 วงรอบ ดังนั้นความจุของดิสก์จึงไม่เท่ากัน
    ดอสแบ่งเนื้อที่ในดิสก์ออกเป็น 4 ส่วน โดยเริ่มจากเซกเตอร์แรกตามลำดับดังนี้
    1. บูตเรคคอร์ด ( boot record) เป็นโปรแกรมขนาดสั้น ๆ ที่ใช้สำหรับการสตาร์ทอัฟเครื่องกินเนื้อที่ 1 เรคคอร์ด นอกจากนี้ยังเก็บรายละเอียดของดิสก์นั้นไว้ด้วย เช่น มีกี่เซกเตอร์ เซกเตอร์ขนาดเท่าไหร่ จำนวนไฟล์สูงสุดในรูท เป็นต้น
    2. ตารางการจัดสรรไฟล์ ( file allocation table :FAT) ดังที่กล่าวไว้แล้วในบทที่ 7 ว่าดอสใช้ ตารางการจัดสรรไฟล์เพื่อเก็บรายละเอียดว่า บล็อกข้อมูลของไฟล์แต่ละไฟล์ถูกเก็บไว้ที่ไหนในแผ่นดิสก์ ขนาดของ ตารางการจัดสรรไฟล์มีตั้งแต่ขนาด 2-18 เซกเตอร์ ขึ้นอยู่กับขนาดความจุของแผ่นดิสก์
    3. ไดเร็กทอรี่รากหรือรูท ซึ่งเก็บรายละเอียดของไฟล์ที่เก็บไว้ภายใต้ไดเร็กทอรี่นี้ โดยใช้เนื้อที่ 32 ไบต์ต่อไฟล์ ในส่วนของไดเร็กทอรี่นี้กินเนื้อที่ 7 เซกเตอร์ สำหรับดิสก์ที่มีความจุ 320,360 และ 720 ( ดิสก์ขนาด 3.5 นิ้ว) กิโลไบต์ ทำให้ในรูทมีไฟล์ได้มากที่สุด 112 ไฟล์ และกินเนื้อที่ 14 เซกเตอร์ สำหรับดิสก์ที่มีความจุ 1.2 และ 1.44 ( ดิสก์ขนาด 3.5 นิ้ว) เมกกะไบต์ทำให้รูทมีไฟล์ได้มากที่สุด 224 ไฟล์
    4. ส่วนเก็บข้อมูล เป็นเนื้อที่ส่วนที่เหลือทั้งหมดในแผ่นดิสก์ ซึ่งใช้เก็บข้อมูลของไฟล์จริง ๆ
    การจัดเก็บไฟล์ของดอสใช้ในไดเร็กทอรี่หลายระดับ (สำหรับดอสเวอร์ชั่น 2.0 ขึ้นไป) โดย แผ่นดิสก์แต่ละแผ่นจะมีระบบไฟล์ของตนเองแยกกันไป ( คือมีรูทเป็นของตนเอง) ไดเร็กทอรี่ในดิสก์ไม่สามารถ นำมาต่อรวมกันได้ดังเช่นในระบบยูนิกซ์ แต่สามารถก๊อปปี้ไฟล์จากไดเร็กทอรี่หนึ่งไปยังอีกไดเร็กทอรี่หนึ่งได้ ซึ่งอาจเป็นไดเร็กทอรี่ในดิสก์แผ่นเดียวกันหรือคนละแผ่นก็ได้ ช่องหนึ่งช่องในไดเร็กทอรี่ใช้เก็บรายละเอียดเกี่ยวกับไฟล์หนึ่งไฟล์ โดยแต่ละช่องจะมีเนื้อที่ขนาด 32 ไบต์ ซึ่งแบ่งเป็นส่วนต่าง ๆ ดังนี้
    1. ชื่อไฟล์และส่วนขยาย ในส่วนนี้ดอสใช้ 8 ไบต์สำหรับเก็บชื่อไฟล์ และ 3 ไบต์ สำหรับเก็บส่วนขยายหรือนามสกุลของไฟล์ นั้นคือเราสามารถตั้งชื่อไฟล์ได้ยาว 8 ตัวอักษร และมีส่วนขยายได้ 3 ตัวอักษร แต่เวลาอ้างถึงชื่อไฟล์จริง ๆ เราใช้เครื่องหมายจุด “.” ในการแยกชื่อและส่วนขยายของไฟล์
    2. แอตตริบิ้ว ( attribute) มีขนาด 1 ไบต์ เป็นส่วนที่เก็บลักษณะประเภทของไฟล์ ซึ่งแต่ละบิตในแอตตริบิ้วมีความหมายดังนี้
      • ไฟล์อ่านอย่างเดียว ( read-only file) เป็นบิตขวาสุด ถ้าบิตนี้เป็น 1 หมายความว่าไฟล์นั้นเป็นไฟล์ที่อ่านได้อย่างเดียว เขียนทับไม่ได้และลบไม่ได้ มีไว้เพื่อป้องกันการแก้ไขข้อมูลไฟล์
      • ไฟล์ซ่อน ( hidden file) ถ้าบิตนี้เป็น 1 หมายความว่าจะไม่เห็นไฟล์นั้น เมื่อใช้คำสั่งแสดงรายชื่อไฟล์ในไดเร็กทอรี่ และการค้นหาไฟล์ในไดเร็กทอรี่ก็จะข้ามไฟล์นี้ไป คำสั่งเกี่ยวกับไฟล์ บางคำสั่งจะใช้กับไฟล์ที่เป็นไฟล์ซ่อนไม่ได้ เช่น การแสดงรายชื่อไฟล์การก๊อปปี้ไฟล์ การลบไฟล์ การเปลี่ยนชื่อไฟล์ เป็นต้น
      • ไฟล์ของระบบ ( system file) ถ้าบิตนี้เป็น 1 หมายความว่าไฟล์นี้เป็นของระบบปฏิบัติการ และไฟล์นี้จะถูกข้ามไปในการค้นหาไฟล์ในไดเร็กทอรี่
      • ป้ายชื่อ ( volume lable) ถ้าบิตนี้เป็น 1 หมายความว่าไดเร็กทอรี่ช่องนี้ไม่ได้เป็นไฟล์ แต่เป็นป้ายชื่อของดิสก์ (volume lable) แทน โดยใช้ส่วนของชื่อและส่วนขยายเป็นป้ายชื่อของดิสก์ ดังนั้นป้ายชื่อของดิสก์จึงมีความยาวได้มากถึง 11 ตัวอักษร เท่ากับชื่อไฟล์รวมส่วนขยาย
      • ไดเร็กทอรี่ย่อย ( sub-directory) ถ้าบิตนี้เป็น 1 หมายความว่าช่องนี้เป็นไดเร็กทอรี่ย่อย ชื่อและส่วนขยายของช่องนี้จะเป็นชื่อและส่วนขยายของไดเร็กทอรี่ย่อย และเนื้อหาข้อมูลของไฟล์ (ไดเร็กทอรี่ย่อยนี้) จะมีลักษณะเป็นโครงสร้างของไดเร็กทอรี่ เก็บรายละเอียดเกี่ยวกับไฟล์ต่าง ๆ ภายใต้ไดเร็กทอรี่ย่อยนี้
      • บิตถาวร ( archive bit) ใช้สำหรับการสำรองไฟล์ (back up) ดอสมีคำสั่งพิเศษสำหรับการสำรองไฟล์ เมื่อเราใช้คำสั่งรองไฟล์กับไฟล์ใด จะมีการก๊อปปี้ไฟล์นั้นไว้ และเซ็ตบิตถาวรของไฟล์ ต้นฉบับให้เป็น 1 ถ้ามีการแก้ไขไฟล์ต้นฉบับนี้บิตถาวรจะถูกเปลี่ยนเป็น 0 เพื่อให้โปรแกรม ( คำสั่งสำรองไฟล์) ทราบว่ามีการแก้ไขข้อมูลในไฟล์ต้นฉบับนี้แล้ว การสำรองครั้งต่อไปควรสำรองไฟล์ที่มีบิตถาวรเป็น 0 ใหม่ ส่วนไฟล์ที่มีบิตถาวรเป็น 1 ไม่ต้องก๊อปปี้ใหม่ เพราะไม่ได้ถูกแก้ไข ไฟล์ปกติทั่ว ๆ ไปจะมีบิตถาวรเป็น 0 อยู่แล้ว
      • อีก 2 บิตที่เหลือไม่ได้ถูกใช้งาน
    3. ส่วนที่ถูกจองไว้โดยดอส มีความยาว 10 ไบต์ เป็นส่วนที่อนุญาตให้โปรแกรมใช้งานได้ ดอสไม่ได้ใช้ประโยชน์กับส่วนนี้
    4. เวลา เป็นเวลาที่สร้างหรือแก้ไขข้อมูลในไฟล์นั้นครั้งหลังสุด ส่วนนี้กินเนื้อที่ 2 ไบต์
    5. วันท ี่ เป็นวันที่ที่สร้างหรือแก้ไขข้อมูลในไฟล์นั้นครั้งหลังสุด ส่วนนี้กินเนื้อที่ 2 ไบต์ เช่นกัน
    6. คลัสเตอร์ ( cluster) แรกของไฟล์ ดังที่กล่าวไว้ในบทที่ 7 ว่า ดอสใช้ตารางการจัดสรรไฟล์ (FAT) ในการเก็บรายละเอียดว่าบล็อกข้อมูลของไฟล์อยู่ที่ไหนบ้างในดิสก์ แต่บล็อกแรกของไฟล์จะถูกเก็บไว้ที่ ไดเร็กทอรี่ ซึ่งก็คือส่วนนี้นั้นเอง ดอสเรียกบล็อกในดิสก์ว่า คลัสเตอร์ซึ่งอาจจะมีขนาด 1 เซกเตอร์, 2 เซกเตอร์ หรือมากกว่าแล้วแต่ชนิดของดิสก์คลัสเตอร์แรกของไฟล์ก็จะเป็นตัวเริ่มต้นที่จะไปหาว่าบล็อกถัดไปของไฟล์อยู่ที่ใด โดยไล่ไปตามตารางการจัดสรรไฟล์
    7. ขนาดของไฟล์ เป็นส่วนที่ระบุขนาดความยาวของไฟล์ว่ามีความยาวกี่ไบต์ โดยส่วนนี้จะมีความยาว 4 ไบต์
  • โครงสร้างของดอส
เราอาจแบ่งโครงสร้างของดอสได้ออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ติดอยู่กับฮาร์ดแวร์ของเครื่องมี ชื่อว่ารอมไบออส (ROM BIOS) และส่วนที่อยู่บนแผ่นดิสก์ ซึ่งประกอบไปด้วยบูตเรคคอร์ด (boot record) ไฟล์ MS-DOS.SYS ไฟล์ IO.SYS และไฟล์ COMMAND.COM
  • รอมไบออส ( ROM-BIOS)
ย่อมาจาก Read Only Memory-Basic Input Output System คือโปรแกรมที่ควบคุมอุปกรณ์พื้นฐานด้านอินพุตและเอาต์พุตของเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ทั้งหมด โปรแกรมนี้จะถูกเก็บอยู่ในรอมจะไม่เปลี่ยนแปลงไปตามดอสเวอร์ชันต่าง ๆ แต่จะเปลี่ยนแปลงไปตามฮาร์ดแวร์ของเครื่องพีซีรุ่นต่าง ๆ แทน นั่นคือจะเป็นส่วนที่เกิดขึ้นกับฮาร์ดแวร์ของเครื่อง ROM-BIOS จะไม่สามารถทำการเปลี่ยนแปลงได้ แต่จะเก็บอยู่ในเครื่องตลอด ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ROM-BIOS จะเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมากกว่าที่จะเป็นส่วนหนึ่งของดอส
สำหรับผู้ผลิตไมโครคอมพิวเตอร์ที่ไม่ใช่ไอบีเอ็มก็อาจมีไบออสเป็นของตนเอง ซึ่งต่างกับไบออสของไอบีเอ็ม เพราะเขาอาจใช้อุปกรณ์ที่แตกต่างกันออกไป มีวิธีควบคุมที่ต่างกัน และหลีกเลี่ยงเรื่องลิขสิทธิ์ แต่โดยหน้าที่การทำงานแล้วก็ยังคงเหมือนกัน ดังนั้นไบออสจึงเป็นส่วนที่ขึ้นกับฮาร์ดแวร์เป็นอย่างมาก ถ้าฮาร์ดแวร์ของผู้ผลิตมีลักษณะที่ต่างกันเขาต้องเปลี่ยนแปลงไบออสของเขาตามไปด้วย ไบออสเป็นโปรแกรมหรือรูทีนให้ส่วนอื่น ๆ ของดอสหรือโปรแกรมต่าง ๆ เรียกใช้เมื่อต้องการควบคุมอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ของเครื่อง
ภายใน ROM-BIOS จะมีโปรแกรมอยู่หลายโปรแกรม ดังนี้
  • โปรแกรมตรวจสอบตัวเองหรือ Self-test-routine
    เป็นโปรแกรมที่จะเริ่มทำงานเป็นโปรแกรมแรกเมื่อมีการเปิดเครื่องขึ้นมา เครื่องจะทำงานตามโปรแกรมนี้โดยจะมีการตรวจสอบหน่วยความจำว่ามีขนาดเท่าไร และมีอุปกรณ์ใดบ้างที่มีการติดตั้งอยู่กับเครื่อง
  • โปรแกรมเริ่มการทำงานของดอส หรือที่เรียกว่าตัวปลุกเครื่อง ( Bootstrapper)
    เป็นโปรแกรมที่ควบคุมให้มีการอ่านโปรแกรมบูตเรคคอร์ด ( Boot record) ซึ่งอยู่ในแทร็กวงนอกสุดของดิสก์เข้ามา เพื่อให้โปรแกรมบูตเรคคอร์ดทำการอ่านส่วนอื่น ๆ ของดอสเข้ามาอีกที
  • โปรแกรมควบคุมอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆ หรือดีไวซ์ไดร์ฟเวอร์( Device Driver)
    อุปกรณ์มาตรฐานต่าง ๆ เช่น เครื่องพิมพ์ แป้นพิมพ์ จอภาพ ดิสก์ไดรฟ์ จะมีโปรแกรมดีไวซ์ไดรฟ์เวอร์นี้เป็นตัวควบคุมการทำงาน และให้ผู้ใช้หรือโปรแกรมใด ๆ สามารถเรียกใช้อุปกรณ์เหล่านี้ได้
    • บูตเรคอร์ด ( Boot Record)
    บูตเรคคอร์ดของดอสเป็นส่วนที่เก็บไว้อยู่ในเซกเตอร์แรกของดิสก์ทุกแผ่นที่ใช้บูตเครื่องได้ ซึ่งเป็นโปรแกรมที่มีหน้าที่โหลดเอาส่วนไฟล์ IO.SYS และ MS-DOS.SYS ของดอสในดิสก์เข้าไปไว้ในหน่วยความจำ ดังนั้นดิสก์ที่มีเซกเตอร์แรกเสียหายจะไม่สามารถนำมาใช้บูตเครื่องได้
    หลังจากที่มีการเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมในรอมไบออสได้ตรวจสอบการทำงานของเครื่องพีซีแล้ว ตัวปลุกเครื่องจะทำการอ่านบูตเรคอร์ดจากดิสก์ในตำแหน่งที่มีการระบุไว้ตายตัวเข้ามาไว้ในหน่วยความจำหลัก หลังจากนั้นจะเป็นหน้าที่ของบูตเรคอร์ดที่จะทำการโหลดส่วนอื่น ๆ ของระบบปฏิบัติการจากแผ่นดิสก์เข้ามาสู่หน่วยความจำ และยกหน้าที่การควบคุมระบบเครื่องทั้งหมดให้กับระบบปฏิบัติการต่อไป
    • IO.SYS
    IO.SYS เป็นไฟล์ที่ซ่อนไว้ในระบบ (Hidden File) เราไม่สามารถใช้คำสั่ง DIR ธรรมดาเพื่อดูไฟล์ประเภทนี้ได้ จะต้องใช้คำสั่ง DIR /AH จึงจะเห็นไฟล์ประเภทนี้ เป็นส่วนที่ทำหน้าควบคุมการทำงานของอุปกรณ์รอบข้างต่าง ๆ ในระบบ โดยทำงานควบคู่ไปกับไบออส เป็นส่วนเพิ่มเติมขึ้นมาและมีรายละเอียดหรือเป็นเทคนิคพิเศษในการทำงานเพิ่มเติมจากของไบออส โดยลักษณะการออกแบบแล้ว ไบออสเป็นเพียงโปรแกรมมาตรฐานที่ควบคุมอุปกรณ์ของเครื่องเท่านั้น ผู้ใช้อาจไม่จำเป็นต้องใช้ดอสเป็นระบบปฏิบัติการของเครื่องก็ได้ เขาอาจใช้ระบบปฏิบัติการอื่น ๆ แทนได้ ซึ่งระบบปฏิบัติการเหล่านั้นสามารถที่จะนำเอาไบออสไปใช้งานได้เช่นกัน ทำให้เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานเป็นอย่างมาก IO.SYS นี้เป็นส่วนของดอสที่จะนำเอาไบออสมาใช้เพื่อควบคุมอุปกรณ์แต่ละตัว โดยเป็นแบบฉบับของดอสเองซึ่งระบบปฏิบัติการอื่น ๆ ก็จะต้องมีส่วนที่ทำหน้าที่นี้เช่นเดียวกัน
    การแยก IO.SYS ออกไปจากไบออสยังมีข้อดีอีก 2 ประการ คือ ประการแรก ถึงแม้ว่าไบออสได้รับการออกแบบและตรวจสอบอย่างดีแล้วก่อนที่จะบรรจุลงรอม แต่ก็อาจตรวจพบความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ภายหลังการแก้ไขข้อผิดพลาดที่พบในรอมย่อมเป็นสิ่งที่ไม่สะดวกอย่างมาก แต่ถ้าแก้ไข IO.SYS ให้ช่วยขจัดข้อ ผิดพลาดในไบออสย่อมเป็นสิ่งที่ง่ายกว่ามาก อีกประการหนึ่งคือในกรณีที่มีอุปกรณ์ใหม่ ๆ เพิ่มเติมเข้ามาในระบบ เราก็จะเพิ่มโปรแกรมควบคุมอุปกรณ์หรือตัวขับอุปกรณ์ใหม่ๆ เหล่านั้นเข้าไปในระบบ สำหรับดอสเวอร์ชั่น 2.0 ขึ้นไป การเพิ่มเติมตัวขับอุปกรณ์เข้าไปในระบบทำได้ง่ายมาก เพียงแต่มีไฟล์โปรแกรมตัวขับอุปกรณ์อยู่และใส่ ชื่อไฟล์เหล่านั้นลงในไฟล์ที่ชื่อ CONGIG.SYS เท่านั้น ตอนบูตเครื่องดอสก็จะนำเอาตัวขับอุปกรณ์เหล่านั้น รวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของดอสด้วย
    1. MSDOS.SYS
    MSDOS.SYS เป็นไฟล์ที่ซ่อนไว้ในระบบเช่นเดียวกับ IO.SYS MS-DOS ทำหน้าที่รวบรวมเอาโปรแกรมต่าง ๆ สำหรับงานบริการต่าง ๆ ด้านระบบ (DOS service function) ซึ่งเป็นงานในระดับสูงขึ้นจากในส่วนของ IO.SYS IO.SYS ควบคุมการทำงานอุปกรณ์แต่ละตัว แต่ MS-DOD.SYS เลือกใช้ประสานการทำงานของอุปกรณ์ให้เกิดงานที่ผู้ใช้ต้องการ โดยไม่สนใจวิธีการควบคุมอุปกรณ์เหล่านั้น รวมทั้ง MSDOS.SYS จะรับข้อมูลต่าง ๆ จากผู้ใช้หรือโปรแกรมเข้ามาและส่งคำสั่งไปยัง IO.SYS ซึ่งจะเรียกใช้รูทีนที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องต่อไป
    ทั้งไฟล์ IO.SYS และ MS-DOS.SYS เป็นไฟล์ระบบและไฟล์ซ่อนด้วย ดังนั้นเมื่อสั่งให้แสดงรายชื่อไฟล์จะไม่เห็นไฟล์ทั้ง 2 นั้น IO.SYS และ MS-DOS.SYS เป็นชื่อของไฟล์สำหรับเอ็มเอสดอส ในพีซีดอสใช้ชื่อ IBMIO.COM แทน IO.SYS และใช้ IBMDOS.COM แทน MS-DOS.SYS
    1. COMMAND.COM
    COMMAND.COM เป็นไฟล์ธรรมดาที่สามารถเห็นได้ในไดเร็กทอรี่ มีหน้าที่เป็นตัวแปลคำสั่ง ติดต่อกับผู้ใช้ โดยแสดงเครื่องหมายพร้อมต์ออกทางจอภาพ โดยจะรับคำสั่งจากผู้ใช้ว่าเป็นคำสั่งอะไร แล้วทำการแปลความหมายว่าต้องการให้ดอสทำอะไร ต้องทำอย่างไรบ้างกับคำสั่งนั้น แล้วจึงส่งต่อให้ MSDOS.SYS อีกทีหนึ่ง เพื่อทำงานตามที่ต้องการต่อไป คำสั่งภายใน (Internal Command) ต่าง ๆ ของดอสที่ผู้ใช้สามารถเรียกใช้ได้โดยไม่ต้องอาศัยแผ่นดอสหรือไม่มีอยู่ในฮาร์ดดิสก์ เช่น DIR, COPY, REN หรือ DEL จะเป็นส่วนที่อยู่ในตัว COMMAND.COM ทั้งสิ้น แต่ถ้าเป็นคำสั่ง FORMAT ซึ่งเป็นคำสั่งให้จัดเนื้อที่ในดิสก์ใหม่หรือคำสั่ง CHKDSK ซึ่งเป็นคำสั่งตรวจสอบเนื้อที่ของดิสก์ จะถูกเรียกว่าเป็นคำสั่งภายนอก (External Command) ที่ไม่มีอยู่ใน COMMAND.COM แต่จะมีอยู่ในแผ่นดอสที่ใช้บูตระบบ หรือในฮาร์ดดิสก์ ดังนั้นถ้าต้องการเรียกใช้คำสั่งภายนอกต่าง ๆ จำเป็นต้องเรียกจากดิสก์เท่านั้น ทั้งเอ็มเอสดอสและพีซีดอสใช้ชื่อไฟล์ COMMAND. COM เหมือนกัน
  • การสตาร์ทอัฟ
    ขั้นตอนการเริ่มต้นการทำงานหรือการบูตเครื่องนั้นเกิดขึ้นเมื่อ
    1. เริ่มต้นเปิดสวิตซ์ของเครื่อง หรือ
    2. กดแป้น Ctrl Alt Del 3 ปุ่มพร้อมกันหรือ
    3. กดปุ่มรีเซ็ต ( reset)
    ขั้นตอนการบูตเครื่องเป็นดังนี้ เริ่มจากมีโปรแกรมเล็ก ๆ ที่ถูกเก็บไว้ในรอมทำงาน ซึ่งถูกโหลดเข้าหน่วยความจำโดยวงจรฮาร์ดแวร์ โปรแกรมนี้จะวิ่งไปโหลดเอาโปรแกรมในบูตเรคคอร์ด และส่งมอบการทำงานให้ ดังนั้นถ้าบูตเรคคอร์ดของแผ่นดิสก์เสีย ดิสก์แผ่นนั้นจะไม่สามารถใช้สำหรับการบูตเครื่องได้เลย โปรแกรมในบูตเรคคอร์ดจะโหลดเอาไฟล์ IO.SYS และ MS-DOS.SYS เข้ามาไว้ในหน่วยความจำและส่งมอบการทำงานให้ เนื่องจากบูตเรคคอร์ดเป็นโปรแกรมที่มีขนาดเล็กมาก (มีขนาดไม่เกิน 1 เซกเตอร์หรือ 512 ไบต์) ถ้าให้โปรแกรมไม่มีความเก่งพอที่จะค้นหาไฟล์ IO.SYS และ MS-DOS.SYS ในไดเร็กทอรี่ได้ เพื่อความง่ายต่อการทำงานของโปรแกรมในบูตเรคคอร์ด จึงกำหนดให้ไฟล์ทั้ง 2 อยู่ที่ 2 ช่องแรกในไดเร็กทอรี่เท่านั้น ( คือเป็นไฟล์ที่หนึ่งและสองในไดเร็กทอรี่) ดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีไฟล์ทั้งสองนี้อยู่ในแผ่นดิสก์สำหรับบูต แต่ไฟล์ทั้งสองไม่ได้เป็นสองไฟล์แรกใน ไดเร็กทอรี่ การบูตก็ไม่สามารถสำเร็จลงได้ และจะปรากฎข้อความแสดงบนจอภาพให้เราทราบ
    ในขั้นนี้ IO.SYS จะเป็นผู้ควบคุมการทำงานของเครื่องแทนบูตเรคคอร์ด IO.SYS จะหาชื่อไฟล์ที่ชื่อ CONFIG.SYS แล้วตรวจสอบข้อมูลของไฟล์นี้ IO.SYS จะโหลดเอาตัวขับอุปกรณ์ที่ถูกระบุในไฟล์ CONFIG.SYS เข้าไปไว้ในหน่วยความจำเพื่อร่วมกันทำงาน นอกจากนี้ยังทำการกำหนดลักษณะต่าง ๆ ของระบบตามที่ระบุไว้ใน CONFIG.SYS อีกด้วย เช่น จำนวนไฟล์ที่เปิดได้มากที่สุดในเวลาเดียวกัน ขนาดของบัฟเฟอร์สำหรับดิสก์ เป็นต้น
    ต่อจากนั้น IO.SYS จะโหลดเอา COMMAND.COM เข้ามาในหน่วยความจำ และส่งมอบการทำงานให้ COMMAND.COM จะค้นหาไฟล์ที่ชื่อ AUTOEXEC.BAT และทำงานตามคำสั่งในไฟล์นั้น AUTOEXEC.BAT เป็นแบตซ์ไฟล์ที่รวบรวมคำสั่งต่าง ๆ ของดอสเอาไว้เป็นชุด และดอสจะทำงานตามลำดับของคำสั่งนั้นทุก ๆ ครั้งที่บูตเครื่อง คำสั่งเหล่านี้ผู้ใช้เป็นผู้กำหนดเองโดยกำหนดในไฟล์ที่ชื่อว่า AUTOEXEC.BAT เท่านั้น เมื่อ COMMAND.COM ทำงานตามคำสั่งในไฟล์ AUTOEXEC.BAT เสร็จเรียบร้อยแล้ว มันก็จะแสดงเครื่องหมายพร้อมต์ออกทางที่จอภาพและคอยรับคำสั่งจากผู้ใช้ต่อไป คำสั่งที่ COMMAND.COM รับมาจากผู้ใช้จะถูกแปลความหมายว่าต้องการอะไร แล้วจึงเรียกใช้โปรแกรมต่าง ๆ ในส่วนของ MS-DOS.SYS ทำงานให้
    คำสั่งต่าง ๆ ของดอสแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ คำสั่งภายใน (Internal command) และ คำสั่งภายนอก (External command) ซึ่งมีความแตกต่างกันคือ คำสั่งภายในคือคำสั่งที่ COMMAND.COM รับจากผู้ใช้แล้วสามารถทำงานให้ได้ทันที ตัวอย่างของคำสั่งเหล่านี้ได้แก่
    คำสั่งภายในของดอส
    ความหมาย
    copyก๊อปปี้ไฟล์
    del , delete, era, หรือ eraseลบไฟล์
    rename หรือ renเปลี่ยนชื่อไฟล์
    dateแสดงและเปลี่ยนวันที่ให้กับเครื่อง
    timeแสดงและเปลี่ยนเวลาให้กับเครื่อง
    cdเปลี่ยนไดเร็กทอรี่ปัจจุบัน
    mdสร้างไดเร็กทอรี่ย่อย
    rdลบไดเร็กทอรี่ย่อย
    ส่วนคำสั่งภายนอกเป็นคำสั่งขนาดใหญ่ ดอสต้องแยกเก็บไว้ในไฟล์ต่าง ๆ การใช้คำสั่งภายนอกดอสต้องไปโหลดจากดิสก์เข้ามาจึงจะทำงานได้ ไฟล์ของคำสั่งต่าง ๆ เหล่านี้จะอยู่ในไฟล์ที่มีส่วนขยายเป็น . EXE หรือ .COM ตัวอย่างของคำสั่งเหล่านี้ได้แก่
    คำสั่งภายนอกของดอส
    ความหมาย
    formatใช้สำหรับฟอร์แมตแผ่นดิสก์
    treeแสดงโครงสร้างของระบบไฟล์
    labelแสดงป้ายชื่อของดิสก์
    attribเปลี่ยนแอตตริบิ้วของไฟล์
    backupสำเนาไฟล์
    diskcopyก๊อปปี้ดิสก์ทั้งแผ่น
    โดยปกติ COMMAND.COM จะรับคำสั่งมาจากผู้ใช้แล้วตรวจสอบว่าเป็นคำสั่งภายในหรือไม่ถ้าใช่ก็จะทำงานให้ทันที ถ้าไม่ใช่ก็จะถือว่าเป็นคำสั่งภายนอก และจะให้ค้นหาในดิสก์ซึ่งจะค้นหาจากไฟล์ที่มีส่วนขยายเป็น .BAT .COM และ .EXE ตามลำดับ ไฟล์ที่มีส่วนขยายเป็น .BAT คือแบตช์ไฟล์ของดอสที่รวบรวมคำสั่งต่าง ๆ ของดอสไว้เป็นชุด ไฟล์ประเภทนี้เป็นไฟล์ของตัวอักษร (text file) และให้ทำงานเป็นลำดับดังเช่นไฟล์ AUTOEXEC.BAT ส่วนไฟล์ที่มีส่วนขยายเป็น .COM หรือ .EXE เป็นไฟล์โปรแกรมในรูปของภาษาเครื่องซึ่งพร้อมที่จะถูกโหลดเข้าไปในหน่วยความจำและรันได้ทันที ในกรณีไฟล์โปรแกรมของผู้ใช้ก็จะเป็นไฟล์ที่มีส่วนขยายเป็น .COM หรือ .EXE เช่นกัน การเรียกใช้โปรแกรมทำงานจึงเรียกใช้ได้เหมือนกับการเรียกใช้คำสั่งภายนอกของดอส ในสายตาของดอสโปรแกรมของผู้ใช้ก็คือคำสั่งภายนอกของมันนั่นเอง
  • ลักษณะอื่น ๆ ของดอส
    ดอสเป็นระบบปฏิบัติการที่มีระบบไฟล์หลายระบบ ในแผ่นดิสก์แต่ละแผ่นจะเก็บระบบไฟล์ไว้หนึ่งระบบ ซึ่งต่างกับยูนิกซ์ที่มีระบบไฟล์เพียงระบบเดียว ผู้ใช้ทุกคนอยู่ในระบบไฟล์เดียวกันเพียงแต่อยู่ต่าง ไดเร็กทอรี่ย่อยเท่านั้น แต่ดอสแยกระบบไฟล์ออกไปเลย ตามตัวขับดิสก์หรือดิสก์ไดร์ฟ ดอสกำหนดให้ระบบมีดิสก์ไดร์ฟอย่างน้อย 2 ตัว คือ A: และ B: ( โดยที่เราอาจมีดิสก์ไดร์ฟจริง ๆ 1 หรือ 2 ตัวก็ได้) ถ้าเรามีดิสก์ไดร์ฟ ( ขอเรียกสั้น ๆ ว่าไดร์ฟ) เพิ่มขึ้นอีก ดอสก็จะให้เป็นไดร์ฟ C: D: และต่อ ๆ ไปตามจำนวนที่มีเพิ่ม
    การอ้างถึงไฟล์ต่าง ๆ นอกจากจะต้องกำหนดพาธ ( path) และชื่อไฟล์แล้ว ยังต้องกำหนดไดร์ฟ (ระบบไฟล์) ของไฟล์ด้วย เช่น การอ้างถึงไฟล์ TEST.DAT ในไดร์ฟ A: จะอ้างได้เป็น A:TEST.DAT เป็นต้น หมายถึงเป็นไฟล์ที่อยู่ในดิสก์ไดร์ฟ A: เป็นต้น
    ในทำนองเดียวกันกับแนวคิดของไดเร็กทอรี่ปัจจุบัน ดอสก็มีไดร์ฟปัจจุบัน (current drive) ด้วยเช่นกัน ถ้าการอ้างถึงไฟล์ไม่มีการกำหนดไดร์ฟของไฟล์ ดอสก็จะถือว่าไฟล์ที่อ้างถึงนั้นเป็นไฟล์ในไดร์ฟปัจจุบัน ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนไดรฟ์ปัจจุบันได้เหมือนกับที่สามารถเปลี่ยนไดเร็กทอรี่ปัจจุบัน โดยปกติแล้วเครื่องหมายพร้อมต์จะบอกไดร์ฟปัจจุบันไว้แล้ว เช่น เครื่องหมายพร้อมต์เป็นดังนี้
    A:\> หมายความว่าไดร์ฟปัจจุบันคือ ไดร์ฟ A
    วิธีการเปลี่ยนไดร์ฟปัจจุบันนั้นง่ายมาก เพียงแค่ใส่ชื่อไดร์ฟที่ต้องการให้เป็นไดร์ฟปัจจุบันและตามด้วยเครื่องหมาย “:” เท่านั้น เช่น ไดร์ฟปัจจุบันคือ A ต้องการเปลี่ยนให้เป็น B ให้ใส่คำสั่งให้กับดอสดังนี้
    A:\>B:
    ดอสจะเปลี่ยนไดร์ฟปัจจุบันเป็นไดร์ฟ B และจะแสดงเครื่องหมายพร้อมต์เป็น B:\>


    ที่มา : http://www.med.cmu.ac.th/eiu/informatics/Literacy/computer/operating%20system/dos.htm

เรียนลัดคำสั่ง Dos ที่จำเป็นสำหรับการซ่อมคอม

เรียนลัดคำสั่ง Dos ที่จำเป็นสำหรับการซ่อมคอม
ความจำเป็นในการใช้ (Dos) ยังคงมีอยู่ แม้ว่าในปัจจุบันบทบาทของมันจะเริ่มลดลงไปมากหลังจาก Windows เริ่มมีความสมบูรณ์และมีสิ่งอำนวยความสะดวกมาให้ชนิดที่ไม่ต้องพึ่งดอสเลย แต่ถ้าเมื่อไรเครื่องของคุณยังไม่มี Windows หรือเข้าไปใช้งาน Windows ไม่ได้ คำสั่งดอสก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะการใช้คำสั่งดอสจะช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้เช่นการ การซ่อมแซมไฟล์ที่เสีย ก๊อปปี้ไฟล์ข้อมูล แก้ปัญหา Bad Sector ฯลฯ ดังนี้เราควรทราบคำสั่งบางคำสั่งที่จำเป็นไว้บ้างเพื่อนำไปใช้งานในยามฉุกเฉิน
        Dos ย่อมาจาก Disk Operating System เป็นระบบปฎิบัติการรุ่นแรก ๆ ซึ่งการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์จะมีการทำงานบนระบบปฎิบัติการดอสเป็นหลัก โดยการทำงานส่วนใหญ่จะเป็นการทำงานโดยการใช้คำสั่งผ่านบรรทัดคำสั่ง (Command Line) ที่นิยมใช้กันคือ MS-Dos ซึ่งต่อมาระบบปฎิบัติการดอสจะถูกซ่อนอยู่ใน Windows ลองมาดูกันว่าคำสั่งไหนบ้างที่เราควรรู้จักวิธีใช้งาน

CD คำสั่งเข้า-ออก ในไดเร็คทอรี่ 
       CD (Change Directory) เป็นคำสั่งที่ใช้ในการเปลี่ยนไดเร็คทอรี่ในโหมดดอส เช่น ถ้าต้องการรัน คำสั่งเกมส์ที่เล่นในโหมดดอส ซึ่งอยู่ในไดเร็คทอรี MBK ก็ต้องเข้าไปในไดเร็คทอรีดังกล่าวเสี่ยก่อนจึงจะรันคำสั่งเปิดโปรแกรมเกมส์ได้
รูปแบบคำสั่ง
CD [drive :] [path]
CD[..]
        เมื่อเข้าไปในไดเร็คทอรีใดก็ตาม แล้วต้องการออกจากไดเร็คทอรีนั้น ก็เพียงใช้คำสั่ง CD\ เท่านั้นแต่ถ้าเข้าไปในไดเร็คทอรีย่อยหลาย ๆ ไดเร็คทอรี ถ้าต้องการออกมาที่ไดรว์ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ให้ใช้คำสั่ง CD\ เพราะคำสั่ง CD.. จะเป็นการออกจากไดเร็คทอรีได้เพียงลำดับเดียวเท่านั้น
ตัวอย่างการใช้คำสั่ง 

 
CD\
กลับไปที่ Root ระดับสูงสุด เช่น ถ้าเดิมอยู่ที่ C:\>docs\data> หลังจากใช้คำสั่งนี้ก็จะย้อนกลับไปที่ C:\ >
 
CD..
กลับไปหนึ่งไดเร็คทอรี เช่น ถ้าเดิมอยู่ที่ C:\windows\command> หลังจากนั้น ใช้คำสั่งนี้ก็จะก็จะย้อนกลับไปที่ C:\windows>

CHKDSK (CHECK DISK) คำสั่งตรวจเช็คพื้นที่ดิสก์
        CHKDSK เป็นคำสั่งที่ใช้ในการตรวจสอบข้อมูลของหน่วยความจำ และการใช้งานดิสก์หรือฮาร์ดดิสก์ การรายงานผลของคำสั่งนี้จะเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ไดเร็คทอรี และ FAT ของดิสก์ หรือไฟล์ เพื่อหาข้อมผิดพลาดของการเก็บบันทึก ถ้า CHKDSK พบว่ามี Lost Cluster จะยังไม่แก้ไขใด ๆ นอกจากจะใช้สวิตซ์ /f กำหนดให้ทำการเปลี่ยน Lost Cluster ให้เป็นไฟล์ที่มีชื่อไฟล์เป็น FILE0000.CHK ถ้าพบมากว่า 1 ไฟล์ อันต่อไปจะเป็น FILE0002.CHK ไปเรื่อย ๆ นอกจากนี้ยังสามารถรายงานปัญหาที่ตรวจพบได้อีก อย่างเช่น จำนวน Bad Sector , Cross-ling Cluster (หมายถึง Cluster ที่มีไฟล์มากกว่าหนึ่งไฟล์แสดงความเป็นเจ้าของ แต่ข้อมูลใน Cluster จะเป็นของไฟล์ได้เพียงไฟล์เดียวเท่านั้น)
รูปแบบคำสั่ง
CHKDSK [drive:][[path]filename] [/F] [/V] 
[drive:][path]         กำหนดไดรว์ และไดเร็ทอรีที่ต้องการตรวบสอบ
filename         ชื่อไฟล์ที่ต้องการให้ตรวจสอบ
/F         สั่งให้ Fixes Errors ทันทีที่ตรวจพบ
/V         ขณะที่กำลังตรวจสอบ ให้แสดงชื่อไฟล์และตำแหน่งของดิสก์บนหน้าจอด้วย
ตัวอย่างการใช้คำสั่ง
 C:\WINDOWS>CHKDSK D:ตรวจสอบข้อมูลการใช้งานดิสก์ในไดรว์ D
 C:\>CHKDSK C: /Fตรวจสอบ ไดรว์ C พร้อมกับซ่อมแซมถ้าตรวจเจอปัญหา
COPY คำสั่งคัดลอกไฟล์ 
       Copy เป็นคำสั่งที่ใช้ในการคัดลอกไฟล์ จากไดเร็คทอรีหนึ่งไปยังไดเร็คทอรีที่ต้องการ คำสั่งนี้มีประโยชน์มากควรหัดใช้ให้เป็น เพราะสามารถคัดลอกไฟล์ได้ยามที่ Windows มีปัญหา
รูปแบบคำสั่ง
COPY [Source] [Destination]
ตัวอย่างการใช้คำสั่ง 


 C:\COPY A:README.TXTคัดลอกไฟล์ชื่อ README.TXT จากไดรว์ A ไปยังไดรว์ C
 C:\COPY README.TXT A:คัดลอกไฟล์ชื่อ README.TXT จากไดรว์ C ไปยังไดรว์ A
 C:\INFO\COPY A:*.*คัดลอกไฟล์ทั้งหมดในไดรว์ A ไปยังไดเร็คทอรี INFO ในไดรว์ C
 A:\COPY *.* C:INFOคัดลอกไฟล์ทั้งหมดในไดรว์ A ไปยังไดเร็คทอรี INFO ในไดรว์ C

DIR คำสั่งแสดงไฟล์และไดเร็คทอรีย่อย 
        เป็นคำสั่งที่ใช้แสดงรายชื่อไฟล์และไดเร็คทอรี คำสั่งนี้ถือเป็นคำสั่งพื้นฐานที่ต้องใช้อยู่เป็นประจำ เพื่อจะได้รู้ว่าในไดรว์หรือไดเร็คทอรีนั้น ๆ มีไฟล์หรือไดเร็คทอรีอะไรอยู่บ้าง
รูปแบบคำสั่ง
DIR /P /W
/P     แสดงผลทีละหน้า
/W    แสดงในแนวนอนของจอภาพ
ตัวอย่างการใช้คำสั่ง

 C:\>DIRให้แสดงรายชื่อไฟล์ และไดเร็คทอรีทั้งหมดในไดรว์ C
 C:\>DIR /Wให้แสดงรายชื่อไฟล์ และไดเร็คทอรีทั้งหมดในไดรว์ C ในแนวนอน
 C:\>INFO\DIR /Pให้แสดงรายชื่อไฟล์ และไดเร็คทอรีย่อยในไดเร็คทอรี INFO โดยแสดงทีละหน้า
 C:\>INFO\DIR *.TEXให้แสดงรายชื่อไฟล์ทั้งหมดในไดเร็คทอรี INFO เฉพาะที่มีนามสกุล TXT เท่านั้น
 C:\> DIR BO?.DOCให้แสดงรายชื่อไฟล์ในไดรว์ C ที่ขึ้นต้นด้วย BO และมีนามสกุล DOC ในตำแหน่ง ? จะเป็นอะไรก็ได้

DEL (DELETE) คำสั่งลบไฟล์ 
        เป็นคำสั่งที่ใช้ในการลบไฟล์ ซึ่งต้องระมัดระวังในการใช้คำสั่งนี้ให้มาก 
รูปแบบคำสั่ง
DEL [ชื่อไฟล์ที่ต้องการลบ]
ตัวอย่างการใช้คำสั่ง 


 C:\>DEL BOS.VSDลบไฟล์ในไดรว์ C ที่ชื่อ BOS.VSD
 C:\>PROJECT\DEL JOB.XLSลบไฟล์ชื่อ JOB.XLS ที่อยู่ในไดเร็คทอรี PROJEC ของไดรว์ C
 D:\>DEL *.TXTลบทุกไฟล์ที่มีนามสกุล TXT ในไดรว์ D

FDISK ( Fixed Disk) 
        เป็นไฟล์โปรแกรมที่ใช้ในการจัดการกับพาร์ติชั่นของฮาร์ดิสก์ ใช้ในการสร้าง ลบ กำหนดไดรว์ ที่ทำหน้าที่บูตเครื่อง แสดงรายละเอียดของพาร์ติชันบนฮาร์ดิสก์ จะเห็นว่าเป็นโปรแกรมอีกตัวหนึ่งที่ต้องทำความรู้จักและศึกษาวิธีใช้งาน เพราะสามารถใช้ประโยชน์ในการสร้าง ฮาร์ดดิสก์ให้มีหลาย ๆ ไดรว์ก็ได้ 
รูปแบบคำสั่ง
FDISK /STATUS
ตัวอย่างการใช้งานโปรแกรม


 A:>\FDISKเริ่มใช้งานโปรแกรม
 A:\>FDISK /STATUSแสดงข้อมุลเกี่ยวกับพาร์ติชันบนฮาร์ดดิสก์

FORMAT คำสั่งฟอร์แมตเครื่อง 
        เป็นคำสั่งใช้จัดรูปแบบของดิสก์ใหม่ คำสั่งนี้ปกติจะใช้หลังการแบ่งพาร์ชันด้วยคำสั่ง FDISK เพื่อให้สามารถใช้งานฮาร์ดดดดิสก์ได้ หรือฝช้ล้างข้อมูลกรณีต้องการเคลียร์ข้อมูลทั้งหมดในฮาร์ดิสก์ 
รูปแบบคำสั่ง
FORMAT drive: [/switches]
/Q ให้ฟอร์แมตแบบเร็ว ซึ่งจะใช้เวลาน้อยลง (Quick Format)
/S หลังฟอร์แมตแล้วให้คัดลอกไฟล์ระบบลงไปในไดรว์นั้นด้วย เพื่อให้ไดรว์ที่ทำการฟอร์แมตสามารถบูตได้
ตัวอย่างการใช้คำสั่ง 


 A:\>FORMAT C: /Sฟอร์แมตไดรว์ C แล้วให้คัดลอกไฟล์ระบบลงไปในไดรว์ด้วย
 C:\>FORMAT A: /Qฟอร์แมตไดรว์ A แบบ Quick Format

MD คำสั่งสร้างไดเร็คทอรี 
        MD (Make Directory) เป็นคำสั่งที่ใช้ในการสร้างไดเร็คทอรี คำสั่งนี้จะช่วยให้สามารถสร้างไดเร็คทอรีชื่ออะไรก็ได้ที่เราต้องการ แต่ต้องมีการตั้งชื่อที่อยู่ในกฎเกณฑ์ของ Dos
รูปแบบคำสั่
ง 
MD [drive:] path
ตัวอย่างการใช้คำสั่ง 


 D:\> MD TESTสร้างไดเร็คทอรี TEST ขึ้นมาในไดรว์ D
 D:\>DOC\MD TESTสร้างไดเร็คทอรีที่ชื่อ TEST ขึ้นมาภายในไดเร็คทอรี DOC

REN (RENAME) คำสั่งเปลี่ยนชื่อไฟล์         เป็นคำสั่งที่ใช้ในการเปลี่ยนชื่อไฟล์ และส่วนขยาย โดยคำสั่ง REN นี้ไม่สามารถใช้เปลี่ยนชื่อไดเร็คทอรีได้ 
รูปแบบคำสั่ง
REN [ชื่อไฟล์เดิมล [ชื่อไฟล์ใหม่]
ตัวอย่างการใช้คำสั่ง


 C:\REN BOS.DOC ANN.DOCเปลี่ยนชื่อไฟล์ BOS.DOC ในไดรว์ C เป็น ANN.DOC
 C:\REN C:\MAYA\BOS.DOC PEE.DOCเปลี่ยนชื่อไฟล์ BOS.DOC ในไดเร็คทอรี MAYA ให้เป็น PEE.DOC
 C:\REN A:*.*TEX *.OLDเปลี่ยนส่วนขยายของไฟล์ชนิด TXT ทุกไฟล์ในไดรว์ A ให้เป็น OLD

SCANDISK         คำสั่ง SCANDISK เป็นคำสั่งตรวจสอบพื่นที่ฮาร์ดดิสก์ สามารถใช้ในการตรวบสอบปัญหาต่าง ๆ ได้ และเมื่อ SCANDISK ตรวจพบปํญหา จะมีทางเลือกให้ 3 ทางคือ FIX IT , Don't Fix IT และ More Info ถ้าไม่เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นให้เลือก More Info เพื่อขอข้อมูลเพิ่มก่อนตัดสินใจต่อไป 
        ถ้าเลือก FIX IT จะเป็นการสั่งให้ Scandisk ทำการแก้ไขปัญหาที่พบ ถ้าการซ่อมแซมสำเร็จโปรแกรมจะมีรายงานที่จอภาพให้ทราบ ส่วน Don't Fix IT คือให้ข้ามปัญหาที่พบไปโดยไม่ต้องทำการแก้ไข
รูปแบบคำสั่ง 
SCANDISK [Drive:]/AUTOFIX 
/AUTOFIX ให้แก้ไขปัญหาโดยอัตโนมัติ 
ตัวอย่างการใช้คำสั่ง 

 A:\>SCANDISK C:ทำการตรวจสอบปัญหาในไดรว์ C
 A:\>SCANDISK D:/AUTOFIXทำการตรวจสอบปัญหาในไดรว์ D และแก้ไขอัตโนมัติ

Type คำสั่งดูข้อมูลในไฟล์ 
        Type เป็นคำสั่งที่ใช้แสดงเนื้อหาภายในไฟล์บนจอภาพ คำสั่งนี้จะใช้ได้กับไฟล์แบบ Text ส่วนไฟล์โปรแกรมต่าง ๆ จะไม่สามารถอ่านได้ 
รูปแบบคำสั่ง
TYPE [ชื่อไฟล์ที่ต้องการอ่าน]
ตัวอย่างการใช้คำสั่ง 


 C:\>Type AUTOEXEC.BATแสดงเนื้อหาภายในไฟล์ AUTOEXEC.BAT
 C:\>NORTON\TYPE README.TXTแสดงเนื้อหาภายในไฟล์ README.TXT ในไดเร็คทอรี NORTON

XCOPY คำสั่งคัดลอกทั้งไดเร็คทอรีและทั้งหมดในไดเร็คทอรี         XCOPY เป็นคำสั่งที่ใช้ในการคัดลอกไฟล์ได้เหมือนคำสั่ง COPY แต่ทำงานได้เร็วกว่า และสามารถคัดลอก ได้ทั้งไดเร็คทอรีและไดเร็คทอรีย่อย 
รูปแบบคำสั่ง
XCOPY [ต้นทาง] [ปลายทาง] /S /E
/E ให้คัดลอกไดเร็คทอรีย่อยทั้งหมดรวมถึงไดเร็คทอรีย่อยที่ว่างเปล่าด้วย
/S ให้คัดลอกไดเร็คทอรีย่อยที่ไม่ว่างเปล่าทั้งหมด
ตัวอย่างการใช้คำสั่ง 


 C:\>XCOPY BACKUP F: /S /Eคัดลอกทุกไฟล์และทุกไดเร็คทอรีย่อย BACKUP ไปไว้ในไดรว์ F
 C:\>PRINCE>XCOPY *.VSD A:คัดลอกทุกไฟล์ที่มีนามสกุล VSD ในไดเร็คทอรี PRINCE ไปที่ไดรว์ A

ข้อความแจ้งปัญหาในดอส

        ในการทำงานบนดอสบางครั้งก็เกิดปัญหาได้บ่อย ๆ เหมือนกัน ซึ่งการเกิดปัญหาแต่ละครั้งก็จะมีข้อความแจ้งให้ทราบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น มีสาเหตุจากอะไร ต่อไปนี้เป็นข้อความแจ้งปัญหาที่มักพบได้บ่อย ๆ มีดังนี้ 
Abort, Retry, Fail ?         จะพบได้ในการณีที่ไดรว์ไม่มีแผ่นดิสก์อยุ่แล้วเรียกใช้ข้อมูลจากไดรว์นั้น การแก้ไขก็นำแผ่นดิสก์ที่ต้องการใช้มาใส่เข้าไป 

กดปุ่ม < R > (Retry) : การทำงานจะทำต่อจากงานที่ค้างอยู่ก่อนเกิดความผิดพลาด 
กดปุ่ม < A > (Abort) : รอรับคำสั่งจะไปอยู่ในไดรว์ที่สั่งงานล่าสุด 
กดปุ่ม < F > (Fail) :   เมื่อต้องการยกเลิกการทำงาน และเปลี่ยนไดรว์ใหม่

Bad Command or file name :  ใช้คำสั่งผิดหรือไฟล์ที่เรียกใช้งานนั้นไม่สามารถเรียกใช้ได้ การแก้ไข ตรวจสอบบรรทัดคำสั่งว่าถูกต้องหรือไม่ เช่น พิมพ์คำสั่งหรือชื่อไฟล์ถูกต้องหรือไม่ แล้วลองรันคำสั่งดูใหม่อีกครั้ง อาจเกี่ยวข้องกับเวอร์ชันของดอสไม่มีคำสั่งนั้นก็ได้

File not found : ไม่สามารถหาไฟล์นั้นพบ อาจไม่มีไฟล์นั้น หรืออาจพิมพ์ชื่อไฟล์นั้นนผิดจากที่ต้องการ นอกจากนี้อาจเกิดจากพาธ (Path) ที่สั่งงานไม่มีไฟล์นั้น 

Insufficient memory หรือ Out of memory Insufficient memory : หน่วยความจำไม่พอต่อความต้องการของโปรแกรม 

Out of memory : โปรแกรมเริ่มทำงานไปแล้วบางส่วนแล้วหน่วยความจำไม่พอ ระบบจึงต้องแจ้งให้ผู้ใช้ทราบ

Directory already exits : เกิดขึ้นเมื่อสร้างไดเร็คทอรีแล้วไปซ้ำกับซื่อที่มีอยู่แล้วในพาธเดียวกัน 

Duplicate file ot file not found : ถ้าเปลี่ยนชื่อไฟล์ไปซ้ำกับชื่อที่มีอยู่จะทำไม่ได้และจะแจ้งเตือนดังข้อความดังกล่าว 

InSufficient Disk space : ข้อความนี้จะเกิดขึ้นเมื่อดิสก์ไม่เพียงพอต่อการเก็บข้อมูล วิธีแก้ ลองใช้ดิสก์อื่นหรือลบไฟล์ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ออก 


ที่มา: http://www.bcoms.net/problem_coms

ชนิดคำสั่ง dos


ชนิดคำสั่ง DOS
คำสั่งของ DOS มีอยู่ 2 ชนิดคือ
1. คำสั่งภายใน (Internal Command) ป็นคำสั่งที่เรียกใช้ได้ทันทีตลอดเวลาที่เครื่องเปิดใช้งานอยู่ เพราะคำสั่งประเภทนี้ถูกบรรจุลงในหน่วยความจำหลัก (ROM) ตลอดเวลา หลังจากที่ Boot DOS ส่วนมากจะเป็นคำสั่งที่ใช้อยู่เสมอ เช่น CLS, DIR, COPY, REN เป็นต้น
2. คำสั่งภายนอก (External Command) คำสั่งนี้จะถูกเก็บไว้ในดิสก์หรือแผ่น DOS คำสั่งเหล่านี้จะไม่ถูกเก็บไว้ในหน่วยความจำ เมื่อต้องการใช้คำสั่งเหล่านี้คอมพิวเตอร์จะเรียกคำสั่งเข้าสู๋หน่วยความจำ ถ้าแผ่นดิสก์หรือฮาร์ดดิสก์ไม่มีคำสั่งที่ต้องการใช้อยู่ก็ไม่สามารถเรียกคำสั่งนั้น ๆ ได้ ตัวอย่างเช่น คำสั่ง FORMAT, DISKCOPY, TREE, DELTREE เป็นต้น
 
รูปแบบและการใช้คำสั่งต่าง ๆ
ในการใช้คำสั่งต่าง ๆ ของ DOS จะมีการกำหนดอักษรหรือสัญลักษณ์ ใช้แทนข้อความของรูปแบบคำสั่ง ดังนี้
[d:]หมายถึงDrive เช่น A:, B:
[path]หมายถึงชื่อไดเรคเตอรี่ย่อย
[filename]หมายถึงชื่อแฟ้มข้อมูล หรือ ชื่อไฟล์
[.ext]หมายถึงส่วนขยาย หรือนามสกุล
หมายเหตุ ข้อความที่อยู่ในวงเล็บ ([ ] ) ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องใส่ในคำสั่ง
 
1. Drive [d :] ที่เราใช้งาน ได้แก่ A: B: C: หรือ D:
2. ชื่อไดเรคตอรี่ย่อย [path]
3. ชื่อไฟล์ [filename] ต้องเป็นภาษาอังกฤษหรือเลขอารบิค มีไม่เกิน 8 ตัวอักษร ห้ามเว้นวรรค ห้ามใช้เครื่องหมายอื่นใด ( ปัจจุบันเครื่องที่เป็น Windows95/98 สามารถตั้งชื่อไฟล์ได้ 255 ตัวอักษร และสามารถตั้งเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้ )
4. ส่วนขยายหรือนามสกุล [.ext] ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
 
รูปแบบและการใช้คำสั่งภายใน (Internal Command)
  1. คำสั่งลบข้อมูลบนจอภาพ ขณะนั้น
  2. CLS (CLEAR SCREEN) รูปแบบ : CLS
  3. คำสั่ง แก้ไข วัน เดือน ปี
DATE รูปแบบ : DATE
  • เมื่อขึ้น C: ให้พิมพ์ DATE กด Enter
  • พบข้อความว่า Current date is jan 03-19-2001
  • ป้อนให้ถูกต้องตรงตามวันที่ปัจจุบัน
    3.    คำสั่งแก้ไขเวลา
TIME รูปแบบ : TIME
  • กรณีเดียวกันกับ วัน เดือน ปี
  • พบข้อความว่า Current time is 11:10:20
  • ป้อนให้ถูกต้องตรงตามเวลาปัจจุบัน
    4.   คำสั่ง ดูรุ่น หมายเลข ( Version ) ของดอส                     VER (VERSION) รูปแบบ : Ver
    5.    การเปลี่ยน Drive
        -     จาก A:\ เป็น C:\ ให้พิมพ์ C: กด Enter
   
     -     จะขึ้น C:\
    6.    คำสั่ง ดูชื่อแฟ้มข้อมูล, เนื้อที่บนแผ่นดิสก์, ชื่อแผ่นดิกส์            DIR (DIRECTORY) รูปแบบ : DIR [d:] [path] [filename [.ext]] [/p] [/w]
            /p หมายถึง แสดงชื่อแฟ้มข้อมูลทีละ1หน้าจอภาพถ้าต้องการดูหน้าต่อไปให้กดแป้นใด ๆ
            /w หมายถึง แสดงชื่อแฟ้มข้อมูลตามความกว้างของจอภาพ

    7.    คำสั่ง COPY            ใช้คัดลอกแฟ้มข้อมูลหนึ่ง หรือหลายแฟ้มข้อมูลจากแฟ้มข้อมูลต้นทาง ไปยังแฟ้มข้อมูลปลายทางอาจจะเป็นจากแผ่นดิสก์แผ่นหนึ่งหรือแผ่นดิสก์เดิมก็ได้ เช่น
            A:> COPY DATA.DAT C: BAT.DAT                หมายถึง การสั่งให้นำสำเนาแฟ้มต้นฉบับจาก ดิสเกต Drive A: ที่มีชื่อแฟ้มว่า DATA.DAT มาทำสำเนาให้ปรากฏใน Drive B: ที่มีชื่อแฟ้มว่า BAT.DAT
    8.    การใช้เครื่องหมาย ? และ * ในชื่อไฟล            ? ใช้แทนตัวอักษรอะไรก็ได้ 1 ตัวอักษร ในตำแหน่งที่อยู่ใน
                W?? M     หมายถึง ชื่อไฟล์ที่มี W ขึ้นหน้า ตามด้วยตัวอักษรอะไรก็ได้ 2 ตัว และตามด้วย M
               เครื่องหมาย ใช้แทนตัวอักษรอะไรก็ได้ ยาวเท่าใดก็ได้ เช่น *.* ชื่อไฟล์อะไรก็ได้ นามสกุลอะไรก็ได้ เช่น
            
DIR S* หมายถึง แสดงชื่อไฟล์ที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร S หรือ
            
DIR ?O* หมายถึง แสดงชื่อไฟล์ ที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษรอะไรก็ได้ตามด้วย O แล้วต่อท้ายด้วยอักษรอะไรก็ได้
            
A:\ COPY*.* B: หมายถึง ให้ทำสำเนาแฟ้มไปสู่ Drive B:
   
            A:\COPY C*.* B: หมายถึง ให้ทำสำเนาจากแฟ้มต้นฉบับ ใน Drive A: โดยเลือกเฉพาะแฟ้มที่มีชื่อขึ้นต้นว่า C ทุกไฟล์ เช่น CAT.DAT, CAR.DOC เป็นต้น

    9.    คำสั่ง DEL หรือ Erase
คือ การลบแฟ้มข้อมูล รูปแบบ: DEL
ตัวอย่าง เช่น

C:\DEL A:\DATA.DOC กด Enter หมายความว่า ต้องการลบไฟล์ที่มีชื่อว่า DATA จากDrive A: มีผลทำให้ไฟล์ดังกล่าวหายไปจากแผ่นดิสก์
10. คำสั่ง RENAME
                                         คือ การเปลี่ยนชื่อไฟล์ รูปแบบ: REN [d:] [path] [oldfilename[.ext]] [newfilename[.ext]] ตัวอย่างเช่น
                               
REN A: DATA MEETING.DOC SILVER.DOC
         
                            หมายถึง เปลี่ยนชื่อจาก Drive A: แฟ้ม DATA ชื่อไฟล์ MEETING.DOC เป็น SILVER.DOC แทน

  การจัดการ Directory เป็นการจัดการไฟล์ข้อมูล แนวคิดต้นไม้ มีดังนี้                                    - คำสั่ง MD ( MKDIR) คือการสร้างกิ่งต้นไม้ ตัวอย่างเช่น
    A:\MD Sheet คือ การสร้าง Directory ชื่อ Sheet ไว้ที่ Drive A เมื่อใช้คำสั่ง DIR ดูจะเห็น Directory ดังกล่าว
                - คำสั่ง CD (CHDIR) คือ การเปลี่ยนตำแหน่งของกิ่งต้นไม้ หรือ Directory ที่เราต้องการเข้าไป เช่น
                                           A:\CD INFORMATION คือ การเข้าไปใน Directory ที่มีชื่อว่า INFORMATION
                - คำสั่ง RD (RMDIR) คือ การลบกิ่งต้นไม้ หรือ ไฟล์ข้อมูล ตัวอย่างเช่น
                       A:\RD DATA คือ การลบ Directory ที่เราได้สร้างไว้ ใน Drive A: หากมี Directory ดังกล่าวจะขึ้นข้อความว่า
Invalid path,not directory,
Or directory not empty
ตัวอย่างการลบ Directory
  1. หากเราจะลบ Directory นั้นก็จะต้องลบไฟล์ข้อมูลในนั้นก่อน โดยใช้คำสั่ง DIR เพื่อดูว่ามีไฟล์อะไรบ้าง เช่น
  2. A:\CD DATA กด ENTER
    A:\DATA>DIR กด ENTER ซึ่งจะแสดงข้อมูลทั้งหมดใน Directory ที่ชื่อ DATA ออกมา เช่น เรามีแฟ้มข้อมูลใน Directory ชื่อ DATA 2 แฟ้ม คือ
    TEST.DOC
    ALL FILES.HTM
  3. สามารถใช้คำสั่งลบ แฟ้มได้ดังนี้
  4. A:\>DATA>DEL*.* กด ENTER ซึ่งจะได้ข้อความดังนี้
    All files in directory will be deleted!
    Are you sure (Y/N)?
  5. ตอบ N คือ ไม่ต้องการลบไฟล์
  6. ตอบ Y คือ ต้องการลบไฟล์ทั้งหมดใน Directory นี้ ในที่นี้เราต้องการลบ ตอบ Y กด ENTERเมื่อ ใช้คำสั่ง DIR จะไม่พบแฟ้มข้อมูลทั้งสองแล้ว
  7. จากนั้นใช้คำสั่ง CD\ ซึ่งเป็นคำสั่งเปลี่ยน Directory ออกมาที่ Root Directory
  8. A:\>DATA>CD\
    A:\>
  9. แล้วจึงสามารถลบ Directory DATA ได้ โดยใช้คำสั่ง RD
  10. A:\>RD DATA
    ผลคือ Directory DATA ถูกลบออกไปจากแผ่นดิสก์ เมื่อใช้คำสั่ง DIR จะไม่สามารถมองเห็น
  11. คำสั่ง เข้าสู่ Root Directory ใช้คำสั่ง CD\ เช่น
  12. C:\Windows\temp>CD\ กด ENTER ผลคือ
    C:\
  13. คำสั่งออกจาก Directory ย่อย ใช้คำสั่ง CD.. เช่น
          C:\Windows\temp>CD.. กด ENTER ผลคือ
          C:\Windows> ถ้าพิมพ์ CD.. อีกครั้ง
          C:\Windows>CD.. กด ENTER ผลคือ
          C:\>

คำสั่งภายนอก(EXTERNAL COMMAND)
คำสั่งภายนอกมี 2 นามสกุล
1.นามสกุลเป็น .COM เป็น file ที่บรรจุข้อมูลที่ถูกแปลงเป็นภาษาเครื่องแล้ว
2.นามสกุลเป็น .EXE เป็น file ที่บรรจุข้อมูลที่เขียนโดยใช้ภาษาระดับสูงและแปลงเป็นภาษาเครื่องแล้ว
คำสั่งภายนอก เป็นคำสั่งที่ไม่อยู่ในเครื่อง เวลาใช้ต้องเรียกจากแผ่น DOS ตัวอย่างคำสั่ง
  1. คำสั่ง Format
                    Format คือ การเตรียมแผ่นดิสก์ที่ซื้อมาใหม่ก่อนการใช้งาน เพื่อให้สามารถเก็บข้อมูลหรือเก็บโปรแกรมได้ โดยจะมีโปรแกรมที่ชื่อว่า Format.com         ซึ่งจะใช้ในการสร้าง Track และ Sector บนแผ่นดิสก์ เพื่อที่จะได้นำแฟ้มมาบันทึกบนแผ่นดิสก์ได้
การ Format แผ่นใหม่ มีดังนี้
  1. ใส่แผ่นดิสก์ไปใน Drive ให้ดูว่าแผ่นขนาดใด ชนิดใด
  2. ให้พิมพ์สูตรตามชนิดของแผ่น แล้ว กด Enter
    1. C:\Format A:\ สำหรับแผ่น 3.5 นิ้ว ชนิด HD
    2. C:\>Format A:/S สำหรับแผ่น 3.5 ชนิด HD ให้เป็น DOS โดยการคัดลอกไฟล์ระบบเข้าไปยังแผ่น A ทำให้แผ่นดิสก์ สามารถ Boot ได้นั่นเอง
            2. คำสั่ง DISKCOPY
คือ คำสั่งที่ใช้ในการทำสำเนาแฟ้มทั้งแผ่นไปสู่ดิสเกตอีกแผ่นที่ต้องการ โดยต้องเป็นแผ่นดิสก์ ชนิดเดียวกัน ขนาดเดียวกัน ทำได้ดังนี้
  1. ถ้าเครื่องไม่มีฮาร์ดดิสก์ ให้ใส่แผ่น DOS ที่มีไฟล์ DISKCOPY.COM ใน Drive A:
  2. ให้พิมพ์คำสั่ง C:\DISKCOPY A: กด Enter เครื่องจะบอกให้ใส่แผ่นต้นฉบับ
  3. ใส่แผ่นต้นฉบับใน Drive A: กด Enter รอสักครู่เครื่องจะบอกให้เรานำแผ่นต้นฉบับออก
  4. ให้ใส่แผ่นสำเนาลงไป กด Enter
  5. เครื่องจะถามการตั้งชื่อให้ กด Enter
  6. เครื่องจะถามว่าจะ DISKCOPY ต่อไปหรือไม่
  7. ตอบ Y คือ ตกลง ตอบ N คือ ไม่ตกลง



ที่มา : http://www.chandra.ac.th/office/ict/document/it/it01/com_10.htm

วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555

อยู่ต่อเลยได้ไหม

อยู่ต่อเลยได้ไหม | สิงโต นำโชค Cover 

ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=Ci0GXDx17aM

 

การ Upload web ขี้น server

การ Upload web ขี้น server
                ก่อนที่จะทำการ Upload เว็บนั้น เราจะต้องหาพื้นที่ที่จะทำการ Upload เว็บของเราขึ้น หากหน่วยงานไม่มี webserver ให้บริการ ก็จะต้องหา Host ที่ให้บริการ อาจะจะเช่า หรืออาจจะใช้พื้นที่ฟรีตามเว็บไซต์ทั่วไปเช่น www.geocities.com, www.thai.net, www.thaicity.com, เป็นต้น
                ในที่นี้จะใช้ webserver ของสถาบันเป็นตัวที่จะทำการ Upload เว็บที่ทำเสร็จแล้วขึ้นไป โดยใช้ใช้โปรแกรม CuteFTP Pro 3.0 เป็นตัว Upload ขึ้นไป
                ให้เข้าโปรแกรม CuteFTP ก่อน

โดยด้ายซ้ายมือจะเป็นข้อมูลที่จะทำการ Upload ด้านขวามือจะเป็น พื้นที่ที่อยู่บน webserver ให้คลิกที่ปุ่ม Connect ดังรูป


Host : ใหใสชื่อ Url ของ server หรืออาจะเป็น ip ของ server
Name : ใส่ชื่อ username
Password : ใส่ password
                แล้วก็คลิก Connect (Username or password หากเป็นเว็บฟรีที่สมัครให้ใส่ตัวนี้เข้าไปได้เลย) เมื่อ connect เสร็จแล้วก็จะแสดงรายชื่อไฟล์ที่มีอยู่ใน server



เมื่อจะทำการ Upload file ให้เลือกไฟล์ที่จะทำการ Upload ซึ่งจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ แล้วคลิกขวาที่ไฟล์ที่จะทำ upload แล้วคลิกคำว่า upload ไฟล์ที่ upload เสร็จเรียบร้อยก็จะมาอยู่ด้านขวามือของโปรแกรม
 ที่มา: http://www.sa.ac.th/multimedia/web/page17.htm

การสร้าง Template

การสร้าง Template
                Template ของโปรแกรม Dreamweaver ทำให้สามารถแบ่งรูปแบบของเอกสารนั้น ๆ ออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่แก้ไขได้ (Editable Regions) และส่วนที่แก้ไขไม่ได้ (Non-Editable Regions) เอกสารที่สร้างจาก Template เดียวกนจะมีรูปแบบเหมือนกันหมด การสร้าง Template สามารถสร้างได้จากหน้าเอกสารว่าง ๆ หรือหน้าที่มีข้อมูลอยู่แล้ว ซึ่งรวมถึงหน้าเอกสารที่มีข้อมูล แบบไดนามิค เช่น ASP, ColdFusion, JSP หรือ PHP ก็ตาม

ขั้นตอนการสร้าง Template
1.        ออกแบบหน้าเว็บเพจตามต้องการ โดยจะกำหนดให้ส่วนหัวและส่วนเมนูเป็น Template
2.        คลิกเมนู File > Save as Template

                จากนั้นจะปรากฏหน้าต่าง Dreamweaver ขึ้นมา
3.        คลิกปุ่ม Edit Sites… จะปรากฏหน้าต่าง Site Difinition ขึ้นมา
4.        พิมพ์ชื่อเว็บไซต์ที่ต้องการลงในช่อง What would you like to name your site?
5.        คลิกปุ่ม Next เพื่อผ่านไปยังขั้นตอนต่อไป



6.        คลิกเลือก No, I do not want to use a server technology. เนื่องจากเราจะสร้างเว็บไซต์โดยจะไม่ใช้งานอะไรเกี่ยวข้องกับ Server
7.        คลิกปุ่ม Next
8.        คลิกเลือกรายการแรก นั่นคือ Edit local copies on my machine, then upload to server when ready (recommended) เพื่อเลือกที่จะเก็บเว็บไซต์ที่สร้างไว้ในเครื่องของเราก่อน เมื่อพร้อมแล้วจึงจะอัพโหลดขึ้นไปยัง server
9.        กำหนดโฟลเดอร์สรหรับเก็บเว็บไซต์ที่จะสร้างขึ้น ในช่อง Where on your computer do you want to store your files?
10.     คลิกปุ่ม Next

                จากนั้นหน้าต่าง Choose Remote Root Folder จะปรากฏขึ้นมา ให้เลือกตำแหน่งที่ต้องการจะเก็บไฟล์
11.     คลิกวิธีการเชื่อมต่อกับ server ที่ช่อง How do you connect to your remote server? โดยในตัวอย่างรายการ Local/Network เนื่องจากเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านระบบเครือข่ายภายในองค์กร
12.     คลิกปุ่ม        เพื่อเลือกโฟลเดอร์ทางฝั่ง server ที่จะอัพโหลดไฟล์ขึ้นไปเก็บไว้ในช่อง What folder on your server do you want to store your files in?
13.     คลิกเลือกโฟลเดอร์ที่จะเก็บไฟล์


1.        คลิกปุ่ม Select

2.        คลิกเลือก No, do not enable check in and check out.
3.        คลิกปุ่ม Next
4.        คลิกปุ่ม Done

5.        คลิกปุ่ม Cancel เพื่อปิดหน้าต่าง Save As Template ที่ปรากฏขึ้นมาก่อน

การกำหนดส่วนแก้ไขและคงที่ของ Template
                จากนั้นเราจะมากำหนดส่วนที่สามารถแก้ไขข้อมูลได้ และไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้ของเท็มเพลตนี้ก่อน โดยในที่นี้จะกำหนดให้ส่วนที่สามารถแก้ไขข้อมูลได้ก็คือ ส่วนที่เป็นรูปภาพและส่วนที่เป็นข้อความว่า Welcome
1.        คลิกรูปภาพที่ต้องการจะกำหนดให้สามารถแก้ไขได้
2.        คลิกรูปภาพ Insert > Template Objects > Editable Region หรือ Ctrl+Alt+V จะปรากฏหน้าต่าง New Editable Region ขึ้นมา
3.        พิมพ์ชื่อของส่วนที่ต้องการให้แก้ไขได้ที่ช่อง Name จากตัวอย่างพิมพ์ว่า EditPicture01
4.        คลิกปุ่ม OK

5.        สังเกตที่รูปภาพ จะมีข้อความว่า EditPicture01 แสดงอยู่
ถ้าต้องการกำหนดให้ส่วนที่เป็นข้อความว่า Welcome สามารถแก้ไขได้เหมือนรูปภาพก็ให้ทำตามขั้นตอนที่ 1-4 โดยตั้งชื่อใหม่ตามต้องการ ในที่นี้ตั้งชื่อเป็น EditText01 ก็จะได้หน้าเท็มเพลตที่เสร็จเรียบร้อยดังรูปด้านล่าง



การบันทึก Template
                ในกรณีที่ต้องการบันทึกหน้าเท็มเพลตที่สร้างขึ้น ให้ทำตามขั้นตอนดังแสดงต่อไปนี้
1.        คลิกเมนู File > Save As Template… เพื่อบันทึกหน้าเว็บเพจ จะปรากฏหน้าต่าง Save As Template ขึ้นมา
2.        กำหนดชื่อเท็มเพลตที่สร้างขึ้น ในช่อง Save As:
3.        คลิกปุ่ม Save

การเปิดหน้า Template
                หลังจากที่สร้างหน้าเท็มเพลตเสร็จเรียบร้อยแล้ว และต้องการเปิดหน้าเท็มเพลตนั้นขึ้นมาใช้งาน มีวิธีการเปิดดังต่อไปนี้
1.        คลิกเมนู File > New จะปรากฏหน้าต่าง New From Template ขึ้นมา
2.        คลิกแท็บ Templates
3.        คลิกเลือกไฟล์เท็มเพลตที่ต้องการ
4.        คลิกปุ่ม Create

จะปรากฏหน้าเท็มเพลตที่เลือกขึ้นมา โดยจะแสดงชื่อเท็มเพลตที่มุมบนด้านขวา โดยส่วนที่สามารถแก้ไขได้สัญลักษณ์ของเมาส์จะแสดงเป็นรูปเคอร์เซอร์ และส่วนที่ไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้นั้นสัญลักษณ์เมาส์จะไม่แสดงเครื่องหมายเคอร์เซอร์ขึ้นมา ดังรูปด้านล่าง
 
ที่มา: http://www.sa.ac.th/multimedia/web/page17.htm