วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2556

การปล่อยสัญญาณ wifi บน PC

การทำให้เครื่องที่ต่อ Internet ผ่านสาย Lan, 3G Aircard ฯลฯ และมี Wireless ว่างอยู่ ทำการปล่อยสัญญาณแชร์ Internet, แชร์ไฟล์, sharing files ฯลฯ ให้เครื่อง หรืออุปกรณ์ Wifi อื่นๆ ใช้ Net ได้ (ทำหน้าที่เสมือนเป็น Rounter ช่วยกระจายสัญญาณอีกต่อหนึ่ง แบบชั่วคราวง่ายๆ)


ในกรณีที่เครื่องที่จะเป็นตัวปล่อยแชร์ Internet นั้น เชื่อมต่อ Internet ผ่านทางสาย Lan แต่ตัวเครื่องมี Wireless  เราก็สามารถใช้ Wireless  นี้หล่ะ เป็นตัวส่งสัญญาณแชร์ Internet ให้เครื่องอื่นๆ ได้ใช้กัน (แทนที่จะใช้ Wireless เป็นตัวรับอย่างเดียว) เทคนิคมีประโยชน์ในการช่วยกระจายสัญญาณ Wireless/WiFi ให้ไกลขึ้น เพื่อช่วยกระจายสัญญาณ Wireless/WiFi ในพื้นที่ๆ สัญญาณส่งไปไม่ถึง เช่น ชั้นบนๆ ของตึก เป็นต้น เพราะเมื่อทำการให้เครื่องนี้แชร์สัญญาณ Internet นี้ออกไปแล้ว อุปกรณ์ WiFi ต่างๆ บริเวณนั้นก็จะสามารถรับสัญญาณ Wireless ได้ตามปกติ เสมือนมี Rounter เพิ่มมาอีกหนึ่งตัว และสามารถใช้ได้ทันทีไม่ว่าจะเป็น computer, mac, notebook, ipad, iphone ฯลฯ แล่มมากๆ (หรือใครจะเอาเครื่องคอมพิวเตอร์แชร์เน็ตให้ iPad, iPhone เล่นเน็ตได้ด้วยก็ทำได้แบบง่ายๆ)

 
มาเริ่มกันเลย
1. เครื่องที่จะปล่อยต้องต่อสาย Lan และเข้า Internet ได้เรียบร้อยก่อน และเครื่องนี้จะต้องมี Wireless พร้อมใช้งาน (จะใช้ Wireless ที่ยังว่างเนี่ยเป็นตัวปล่อย) 
วิธีการตรวจสอบความพร้อมก็คือ ไปที่ Control Panel -> Network and Internet -> Network and Sharing Center และทำการดูที่ 2 จุดที่เป็นอุปกรณ์รับสัญญาณ และอุปกรณ์ปล่อยสัญญาณ คือ

• ตัวรับสัญญาณ Internet ปกติก็คือสาย Lan ก็ให้ดูที่ Local Area Connection ตัวนี้จะเป็นสาย Lan ที่รับ Internet เข้ามาปกติ ก็จะประมาณรูปคือไม่มีปัญหาหรือ Error อะไร เพราะสามารถเล่นเน็ตได้ปกติ (หากใครเล่นเน็ตโดยใช้ 3G Air Card ก็จะเป็นชื่ออุปกรณ์นั้น)

• ตัวที่เราจะใช้ปล่อยสัญญาณออก ก็คือตัว Wireless นั่นเอง ก็ให้ดูที่ Wireless Network Connection ตรงนี้สำคัญ ซึ่งถ้าหากเครื่องที่จะกำหนดเป็นตัวปล่อยสัญญาณนั้น มีอุปกรณ์ Wireless ว่างอยู่นั้น จะต้องมี Icon นี้ปรากฏอยู่ ให้ตรวจสอบดู Status ว่าไม่ได้ถูก Disable หรือปิดไว้ ต้องเปิดเอาไว้พร้อมใช้งานดังรูป (ปกติแล้ว status เป็นคำว่า Not connected)
2. เพื่อความชัวร์ให้ทำการตรวจสอบว่าเครื่องนี้เคยมีการสร้างเอาไว้หรือยัง (เพราะถ้าสร้างซ้ำซ้อนระบบจะรวนเอาได้) ให้คลิกที่ Manage wireless networks ตรวจสอบว่าเคยมีการสร้างเอาไว้แล้วหรือยัง โดยให้มองหา Icon ที่มีหน้าตาดังรูปด้านล่างนี้ ถ้ามีให้ Remove ออกไปทันทีเพื่อความชัวร์ดังรูปด้านล่างนี้
3. จากนั้นเรามาเริ่มสร้างตัวปล่อยสัญญาณกัน ซึ่งวิธีก็แสนจะง่ายแสนง่าย ก็คือให้คลิกที่ Set up a connection or network และเลือก Set up a wireless ad hoc (computer-to-computer) network Set up a temporary network for sharing files or an Internet connections. และกด Next และ Next ดังรูปด้านล่างนี้
4. ในหน้าจอนี้
Network name: ให้ตั้งชื่อตามที่ต้องการ
Security type: ให้เลือก WEP 
Security key/Passphrase: ให้ตั้งรหัสผ่าน เวลามีเครื่องอื่นๆ จะเข้ามาใช้ Wireless ที่เราแชร์ (5 หลัก หรือ 13 หลัก)

เรียบร้อยแล้วกด Next
5. เมื่อมาถึงหน้าจอนี้อย่าลืม คลิกที่ Turn on Internet connection sharing เพื่ือสั่งให้มันแชร์ Internet ด้วยนะครับ อันนี้ถ้าลืมแล้วเล่นเน็ตไม่ได้รู้นะครับ จากนั้นกด Continue และก็จะพบกับหน้าจอเสร็จสิ้นกระบวนการกด Close ได้ทันที
6. จริงๆ แล้ววิธี Set มันก็มีง่ายๆ แค่นี้หล่ะครับ คราวนี้เรามาทำการตรวจสอบกับว่าเครื่องพร้อมปล่อยสัญญาณแล้วหรือยัง โดยให้คลิกไปที่ Manage network connections และให้ดับเบิ้ลคลิกที่Wireless Network Connections คุณจะต้องพบกับตัว Network ชื่อที่เราได้ตั้งเอาไว้เมื่อสักครู่นี้ และจะต้องมีสถานะเป็นคำว่า Waiting for users to connect ดังรูปด้านล่างนี้ ก็แสดงว่าพร้อมให้เครื่องอื่นๆ หรือพร้อมให้อุปกรณ์ WiFi อื่นๆ ในบริเวณนี้สามารถเชื่อมต่อเข้ามาได้แล้วนั่นเอง
7. คราวนี้ลองนำเอาอุปกรณ์ WiFi ต่างๆ มาลองค้นหาสัญญาณดู จะเห็นว่าสามารถพบ และเชื่อมต่อได้ทันที ดังรูปด้านล่างนี้ (โดยเวลา Connect เข้ามาก็ให้ใส่รหัสตามที่ได้ตังเอาไว้)
ที่มา tipded.com

วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556

การทำภาพโพลารอยด์ด้วย photoshop



สอน ภาพโพลารอยด์________;;*





เปิดรูปที่ต้องการทำขึ้นมา



ดูรูปที่ติ๊กสีเลยค่ะ ไปตรง crop แล้วกด ครอบทั้งรูปเลย 

ครอปให้ได้พื้นที่เยอะๆ นะคะ



ดูรูปที่ติ๊กไว้ค่ะ กดตามนั้นนะ คือตรงนี้ปรับแนวรูปค่ะ

จะให้รูปเอียง ๆ ก็ได้เพื่อภาพโพลารอยด์ที่สวยงาม ทำเอียงๆ

ทำให้ภาพเอียง ๆ เสร็จแล้วสร้างเลเยอร์ใหม่เลยค่ะ =)


ดูตามขั้นตอนต่อไปนี้







ปรับเงาเท่าไรก็ได้นะตามใจชอบเลย

ผลงานที่ออกมา






ที่มา: http://www.thaithesims3.com/topic.php?topic=47949

การใช้ แอ็คชั่น ด้วย photoshop



สอน ★ การใช้ Actions _______*;;' 









ttp://www.mediafire.com/?hwkmymlom02

วิธีหา Actions ★

http://www.deviantart.com/ เสิร์ชคำว่า Actions

แล้วกด Download



พอโหลดเสร็จแล้วต้องการจะใช้ให้ไปที่ Photoshop

ทำตามรูปเลยนะคะ



วิธีใช้



ให้กดตรงสามเหลี่ยมนะคะ แล้วมันจะปรับแต่งให้เราเอง 

ภาพแอ็คชั่น ก็คล้าย ๆ กับคัลเล่อร์ริ้งนะ

แล้วแต่คนจะทำค่ะ แอ็คชั่นนั้นสำหรับคนที่ไม่อยากเสียเวลานะ




ที่มา : http://www.thaithesims3.com/topic.php?topic=47949

ทำ Sig ด้วย photoshop




# ;; สอน ,, ทำ Sig !! 













 ที่มา :http://www.thaithesims3.com/topic.php?topic=47949

การตัดต่อ ภาพด้วย photoshop




# ,, สอนน ตัดต่อภาพ









รูปที่ออกมาก็จะเป็น





 ที่มา : http://www.thaithesims3.com/topic.php?topic=47949

วิธีตัดรูปแล้วมีเงาด้วย Photoshop


สอน ;; ตัดรูปแล้วมีเงา





เปิดรูปที่ต้องการทำขึ้นมานะคะจากนั้นก็ตัดรูป ไปที่ Edit > copy

แล้วกดที่ Filt>new แล้วมันจะก๊อบเลเยอร์เท่ากับขนาดของรูปเมื่อกี้ที่เราตัด 

แล้วก็ลากรูปไปอีกเลเยอร์นึง กดที่ ตัว f ข้างล่าง ไปที่ Stroke เพื่อเลือกสีขอบ

เลือกเสร็จแล้วไปที่ Drop Shadow แล้วก็ปรับขนาดสีตามรูปเลย หรือจะปรับเอง

ก็ตามใจนะคะ ^^ 

หวังว่าคงไม่งงกันนะ

สำหรับคนที่หา Stroke ไม่เจอนะ





ที่มา : http://www.thaithesims3.com/topic.php?topic=47949

DOS เบื้องต้น


Disk Operating System : DOS ( ระบบปฏิบัติการดอส)
  • ดอส เป็นระบบปฏิบัติการบนเครื่องพีซีสำหรับเครื่องไอบีเอ็ม หรือไอบีเอ็มคอมแพตติเบิ้ลที่เคยเป็นที่นิยมใช้งานมากในอดีตหรือแม้แต่ในปัจจุบันก็ยังมีการใช้งานกันอยู่ ดอสเป็นระบบปฏิบัติการที่มีลักษณะการทำงานเป็นแบบงานเดียว ( Single task) ซึ่งหมายความว่าขณะที่มีการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานใดอยู่นั้น จะต้องรอจนกว่างานนั้นจะเสร็จก่อนจึงจะสามารถใช้คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างอื่นต่อไป ตัวอย่างเช่น ถ้าสั่งให้คอมพิวเตอร์พิมพ์ไฟล์ออกทางเครื่องพิมพ์ ก็จะต้องรอจนกว่าการพิมพ์นั้นจะเสร็จสิ้นจึงจะสามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานอื่นต่อไปได้
    ดอส เป็นระบบปฏิบัติการที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางมากในหมู่ผู้ใช้เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ เป็นผลงานของบริษัทไมโครซอฟต์คอร์เปอร์เรชั่น( Microsoft Corporation) ความเป็นมาของเอ็มเอสดอสเริ่มจากที่บริษัทไอบีเอ็ม(IBM) ได้สร้างเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์มีชื่อว่าพีซี (PC:personal computer) และว่าจ้างบริษัทไมโครซอฟต์ให้ช่วยออกแบบระบบปฏิบัติการของเครื่องพีซีนี้ โดยใช้ชื่อว่าพีซีดอส (PC-DOS) เครื่องพีซีได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จนมีบริษัทอื่น ๆ สร้างเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์เลียนแบบเครื่องไอบีเอ็ม ซึ่งสามารถทำงานได้เหมือนกัน เป็นเครื่องแบบเดียวกัน เรามักนิยมเรียกเครื่องที่สร้างเลียนแบบนี้ว่า “ เครื่องคอมแพตติเบิ้ล” (compatible) ถ้าเครื่องคอมแพตติเบิ้ลต้องการทำงานให้เหมือนกับพีซีของไอบีเอ็มแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีระบบปฏิบัติการที่เหมือนกัน แต่พีซีดอสเป็นลิขสิทธ์ของไอบีเอ็มที่ขายให้กับผู้ใช้เครื่องของไอบีเอ็มเท่านั้น ดังนั้นบริษัทไมโครซอฟต์จึงสร้างระบบปฏิบัติการใหม่ออกสู่ตลาด เพื่อให้เครื่องคอมแพตติเบิ้ลทั้งหลายได้ใช้ มีชื่อว่า เอ็มเอสดอส (MS-DOS) โดยไมโครซอฟต์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งเอ็มเอสดอสและพีซีดอสนี้ความจริงแล้วเหมือนกัน เป็นระบบปฏิบัติการตัวเดียวกัน เพียงแต่เรียกชื่อต่างกันเท่านั้นเอง (ด้วยเหตุผลเชิงพาณิชย์ที่กล่าวมา) เอ็มเอสดอสหรือพีซีดอสได้ถูกพัฒนาออกมาหลายเวอร์ชั่น โดยมีขีดความสามารถมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในเวอร์ชั่นหลัง ๆ ไอบีเอ็มได้แยกพัฒนาพีซีดอสด้วยตนเอง ทำให้พีซีดอสและเอ็มเอสดอสในเวอร์ชั่นหลัง ๆ มีความแตกต่างกัน (ซึ่งมักจะต่างกันทางด้านความสามารถพิเศษต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่แล้วยังคงเหมือนกันอยู่)
    ดอสมีต้นกำเนิดมาจากระบบปฏิบัติการ CP/M ที่ใช้กับเครื่อง 8 บิตในสมัยก่อน แต่ปัจจุบัน CP/M ไม่มีใช้กันแล้วบนเครื่องพีซี เนื่องจากการเข้ามาของดอสตัวใหม่ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วเพื่อให้ทันกับความสามารถของฮาร์ดแวร์ที่สูงขึ้น ปัจจุบันดอสที่เป็นที่รู้จักและยังเป็นที่นิยมใช้งานอยู่ได้แก่
    • MS-DOS เป็นระบบปฏิบัติการบนเครื่องพีซีจากบริษัทไมโครซอฟต์ ซึ่งสามารถใช้งานกับเครื่องพีซี ตั้งแต่ 16 บิตขึ้นไป โดย “MS” ย่อมาจาก Microsoft
    • PC-DOS เป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนาขึ้นมาโดยความร่วมมือระหว่างบริษัทไมโครซอฟต์และไอบีเอ็ม เพื่อให้สามารถใช้กับเครื่องของไอบีเอ็มโดยเฉพาะ โดย “PC” ย่อมาจาก “Personal Computer”
    • Novell’s DOS เป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนาขึ้นมาให้มีความสามารถทางด้านเครือข่าย ถูกพัฒนาขึ้นมาจาก DR-DOS ที่สร้างโดยบริษัท Digital Research
    โดยทั่วไป MS-DOS และ PC-DOS จะมีรูปแบบการใช้งานเหมือนกัน แต่อาจมีการทำงานภายในของบางโปรแกรมหรือบางคำสั่งเท่านั้นที่ต่างกัน MS-DOS ได้มีการพัฒนามาพร้อมๆ กับเครื่องพีซี โดยครั้งแรกบริษัท ซีแอตเติลได้สร้างระบบปฏิบัติการที่เรียกว่า 86-DOS เพื่อใช้งานกับซีพียู 8086 และพัฒนามาหลายรุ่นจนถึงรุ่น 86-DOS 1.0 บริษัทไมโครซอฟต์จึงได้ตัดสินใจซื้อลิขสิทธิ์ทั้งหมดของ 86-DOS จากซีแอตเติล และเปลี่ยนชื่อจาก 86-DOS เป็น MS-DOS และได้ทำการพัฒนา MS-DOS ให้มีความสามารถเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามการเปลี่ยนแปลงของฮาร์ดแวร์ จากรุ่นหรือเวอร์ชั่น (version) แรกสุดคือ 1.0 ที่ออกมาในปี ค.ศ. 1981 ได้มีการพัฒนาปรับปรุง เวอร์ชั่นให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนในปัจจุบันเป็นเวอร์ชั่น 6.2 ที่ออกมาในปี 1993 และสำหรับ PC-DOS เวอร์ชั่นปัจจุบันคือ 6.1
    โดยทั่วไปซอฟต์แวร์เกือบทุกประเภทจะมีตัวเลขอยู่หลังชื่อซอฟต์แวร์นั้น เพื่อแสดงถึงเวอร์ชั่นที่มีการพัฒนา ยิ่งเวอร์ชันสูงมากขึ้นเท่าไรความสามารถของซอฟต์แวร์นั้นก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้สามารถใช้ประสิทธิ-ภาพของฮาร์ดแวร์ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วได้ดียิ่งขึ้น
    ปัจจุบันบริษัทไอบีเอ็มได้เลิกพัฒนาพีซีดอสแล้ว แต่หันไปสร้างระบบปฏิบัติการโอเอสทูขึ้นมา ส่วนบริษัทไมโครซอฟต์ยังคงพัฒนาเอ็มเอสดอสของตนต่อไปอีก เนื่องจากยังมีผู้นิยมใช้กันอยู่เป็นจำนวนมาก ในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงลักษณะทั่ว ๆ ไปที่มีเป็นของทั้งเอ็มเอสดอสและพีซีดอส และจะขอเรียกสั้น ๆ ว่า “ ดอส” ตามที่นิยมเรียกกัน
  • การจัดการโปรเซส
    เนื่องจากดอสเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับผู้ใช้คนเดียว ( single user) ทำงานครั้งละหนึ่งงาน (single program) ทำให้การควบคุมระบบค่อนข้างง่าย คือ รับงานจากผู้ใช้ ส่งมอบการควบคุมให้กับโปรแกรมของผู้ใช้จนกระทั่งโปรแกรมจบ แล้วกลับมาควบคุมระบบต่อ (รอรับงานต่อไป) จะเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้แนวความคิดเรื่องโปรเซสให้ยุ่งยาก แต่ถ้าหากต้องการจะมองในแง่ของการจัดการโปรเซสของดอสแล้ว ก็อาจแสดงได้อย่างง่าย ๆ เริ่มจากเมื่อผู้ใช้ส่งงานระบบดอสจะให้โปรเซส (โปรแกรม) ทำงาน การทำงานของโปรเซสจะมีอยู่เพียง 2 สถานะคือสถานะรัน หมายถึงโปรเซสกำลังครอบครองซีพียูอยู่ และสถานะติดขัด หมายถึง โปรเซสกำลังรอเหตุการณ์บางอย่าง เช่น การทำงานของอุปกรณ์อินพุต-เอาต์พุต เป็นต้น ในระหว่างที่โปรเซสอยู่ในสถานะติดขัดซีพียูจะว่าง เพราะอยู่ในระบบมีอยู่เพียงโปรเซสเดียว โปรเซสจะเปลี่ยนสถานะไปมาระหว่างสถานะรันและสถานะติดขัดไปเรื่อย ๆ ตามแต่การทำงานของโปรเซส จนกระทั่งโปรเซสจบสิ้นลง โปรเซสก็จะส่งมอบการทำงานคืนให้กับดอสและดอสก็พร้อมที่จะรับงานจากผู้ใช้ต่อไป
  • การจัดการหน่วยความจำ
    เนื่องจากดอสเป็นระบบปฏิบัติการที่ถูกสร้างขึ้นมาใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์ของบริษัทไอบีเอ็มโดยตรง ทำให้การทำงานหลายอย่างต้องขึ้นกับฮาร์ดแวร์ของเครื่องด้วย หน่วยความจำก็เช่นเดียวกัน ดอสต้องจัดการเนื้อที่ในหน่วยความจำของไมโครคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีขนาดจำกัดเพียง 640 กิโลไบต์ (1 กิโลไบต์ = 1024 ไบต์) เท่านั้น ( หน่วยความจำส่วนนี้เป็นหน่วยความจำประเภทแรม) ความจริงแล้วตามสถาปัตยกรรมของไมโคร โปรเซสเซอร์ 8088 ( ซึ่งเป็นซีพียูของไมโครคอมพิวเตอร์ที่ไอบีเอ็มเลือกใช้) สามารถอ้างหน่วยความจำได้มากถึง 1 เมกกะไบต์ (1024 กิโลไบต์) แต่สาเหตุที่เหลือหน่วยความจำเพียงแค่ 640 กิโลไบต์ให้ดอสจัดการนั้น เป็นเพราะส่วนที่เกิน 640 กิโลไบต์ เป็นส่วนที่ถูกจองไว้ใช้สำหรับการทำงานของระบบ เช่น เป็นหน่วยความจำสำหรับข้อมูลบนจอภาพที่เรียกว่าวีดีโอแรม (video RAM) หรือเป็นหน่วยความจำประเภทรอม เป็นต้น
    สำหรับไมโครคอมพิวเตอร์รุ่นหลัง ๆ จะใช้ไมโครโปรเซสเซอร์ 80286 หรือ 80386 เป็นซีพียู ซีพียูทั้ง 2 เบอร์นี้มีหน่วยความจำพิเศษเพิ่มมาเรียกว่า extended memory ซึ่งเป็นหน่วยความจำที่อยู่เกินหน่วย ความจำธรรมดา (conventional memory) ขนาด 1 เมกกะไบต์ขึ้นไปทำให้สามารถใช้หน่วยความจำได้มากกว่า 1 เมกกะไบต์ขึ้นไปได้จนถึง 16 เมกกะไบต์ในกรณีของ 80286 และถึง 2 จิกะไบต์ (1 จิกะไบต์ =1024 เมกกะไบต์) ในกรณีของ 80386 แต่อย่างไรก็ตามดอสไม่สามารถจัดการหน่วยความจำในส่วนที่เกิน 1 เมกกะไบต์นั้นได้
    การจัดการหน่วยความจำของดอสเป็นแบบง่าย ๆ คือ ใช้การจัดสรรแบบต่อเนื่องในระบบโปรแกรมเดี่ยว ดอสจะเข้าไปกินเนื้อที่อยู่ในหน่วยความจำส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือจะเป็นพื้นที่ว่างที่ดอสจะโหลดเอาโปรแกรมของผู้ใช้เข้าไปไว้ ถ้าโปรแกรมของผู้ใช้มีขนาดโตกว่าส่วนที่เหลือนี้โปรแกรมนั้นก็จะทำงานไม่ได้ เว้นแต่เป็นโปรแกรมที่มีการทำงานแบบโอเวอร์เลย์ (ดูรายละเอียดในบทที่ 4) เมื่อโปรแกรมของผู้ใช้เสร็จสิ้นลงก็จะคืนเนื้อที่ในหน่วยความจำให้กับดอสเพื่อใช้สำหรับโปรแกรมอื่น ๆ ต่อไป
  • ดิสก์และระบบไฟล์
    ดอสมีการจัดวางรูปแบบเนื้อที่หน่วยความจำในดิสก์เป็นของตนเองเรียกว่า การทำฟอร์แมต ( format) ก่อนใช้งานดิสก์ก็จะต้องนำแผ่นดิสก์มาผ่านการฟอร์แมตเสียก่อน ซึ่งดอสมีโปรแกรมสำหรับการทำฟอร์แมตไว้ให้แล้ว การทำฟอร์แมตจะเป็นการกำหนดขนาดของเซกเตอร์แทร็ก และวงรอบของดิสก์ ซึ่งจะมีขนาดเท่าใดขึ้นอยู่กับชนิดของแผ่นดิสก์ว่าเป็นดิสก์ประเภทใด และเป็นดอสเวอร์ชั่นใดตัวอย่างเช่นในดอสเวอร์ชั่น 1.1 กำหนดให้ดิสก์ขนาด 5.25 นิ้ว มี 8 เซกเตอร์ต่อแทร็ก 2 แทร็กต่อรอบวง และมี 40 วงรอบ แต่สำหรับดอสเวอร์ชั่น 2.0 กำหนดให้มี 9 เซกเตอร์ต่อแทร็ก 2 แทร็กต่อรอบวง และมี 40 วงรอบ ดังนั้นความจุของดิสก์จึงไม่เท่ากัน
    ดอสแบ่งเนื้อที่ในดิสก์ออกเป็น 4 ส่วน โดยเริ่มจากเซกเตอร์แรกตามลำดับดังนี้
    1. บูตเรคคอร์ด ( boot record) เป็นโปรแกรมขนาดสั้น ๆ ที่ใช้สำหรับการสตาร์ทอัฟเครื่องกินเนื้อที่ 1 เรคคอร์ด นอกจากนี้ยังเก็บรายละเอียดของดิสก์นั้นไว้ด้วย เช่น มีกี่เซกเตอร์ เซกเตอร์ขนาดเท่าไหร่ จำนวนไฟล์สูงสุดในรูท เป็นต้น
    2. ตารางการจัดสรรไฟล์ ( file allocation table :FAT) ดังที่กล่าวไว้แล้วในบทที่ 7 ว่าดอสใช้ ตารางการจัดสรรไฟล์เพื่อเก็บรายละเอียดว่า บล็อกข้อมูลของไฟล์แต่ละไฟล์ถูกเก็บไว้ที่ไหนในแผ่นดิสก์ ขนาดของ ตารางการจัดสรรไฟล์มีตั้งแต่ขนาด 2-18 เซกเตอร์ ขึ้นอยู่กับขนาดความจุของแผ่นดิสก์
    3. ไดเร็กทอรี่รากหรือรูท ซึ่งเก็บรายละเอียดของไฟล์ที่เก็บไว้ภายใต้ไดเร็กทอรี่นี้ โดยใช้เนื้อที่ 32 ไบต์ต่อไฟล์ ในส่วนของไดเร็กทอรี่นี้กินเนื้อที่ 7 เซกเตอร์ สำหรับดิสก์ที่มีความจุ 320,360 และ 720 ( ดิสก์ขนาด 3.5 นิ้ว) กิโลไบต์ ทำให้ในรูทมีไฟล์ได้มากที่สุด 112 ไฟล์ และกินเนื้อที่ 14 เซกเตอร์ สำหรับดิสก์ที่มีความจุ 1.2 และ 1.44 ( ดิสก์ขนาด 3.5 นิ้ว) เมกกะไบต์ทำให้รูทมีไฟล์ได้มากที่สุด 224 ไฟล์
    4. ส่วนเก็บข้อมูล เป็นเนื้อที่ส่วนที่เหลือทั้งหมดในแผ่นดิสก์ ซึ่งใช้เก็บข้อมูลของไฟล์จริง ๆ
    การจัดเก็บไฟล์ของดอสใช้ในไดเร็กทอรี่หลายระดับ (สำหรับดอสเวอร์ชั่น 2.0 ขึ้นไป) โดย แผ่นดิสก์แต่ละแผ่นจะมีระบบไฟล์ของตนเองแยกกันไป ( คือมีรูทเป็นของตนเอง) ไดเร็กทอรี่ในดิสก์ไม่สามารถ นำมาต่อรวมกันได้ดังเช่นในระบบยูนิกซ์ แต่สามารถก๊อปปี้ไฟล์จากไดเร็กทอรี่หนึ่งไปยังอีกไดเร็กทอรี่หนึ่งได้ ซึ่งอาจเป็นไดเร็กทอรี่ในดิสก์แผ่นเดียวกันหรือคนละแผ่นก็ได้ ช่องหนึ่งช่องในไดเร็กทอรี่ใช้เก็บรายละเอียดเกี่ยวกับไฟล์หนึ่งไฟล์ โดยแต่ละช่องจะมีเนื้อที่ขนาด 32 ไบต์ ซึ่งแบ่งเป็นส่วนต่าง ๆ ดังนี้
    1. ชื่อไฟล์และส่วนขยาย ในส่วนนี้ดอสใช้ 8 ไบต์สำหรับเก็บชื่อไฟล์ และ 3 ไบต์ สำหรับเก็บส่วนขยายหรือนามสกุลของไฟล์ นั้นคือเราสามารถตั้งชื่อไฟล์ได้ยาว 8 ตัวอักษร และมีส่วนขยายได้ 3 ตัวอักษร แต่เวลาอ้างถึงชื่อไฟล์จริง ๆ เราใช้เครื่องหมายจุด “.” ในการแยกชื่อและส่วนขยายของไฟล์
    2. แอตตริบิ้ว ( attribute) มีขนาด 1 ไบต์ เป็นส่วนที่เก็บลักษณะประเภทของไฟล์ ซึ่งแต่ละบิตในแอตตริบิ้วมีความหมายดังนี้
      • ไฟล์อ่านอย่างเดียว ( read-only file) เป็นบิตขวาสุด ถ้าบิตนี้เป็น 1 หมายความว่าไฟล์นั้นเป็นไฟล์ที่อ่านได้อย่างเดียว เขียนทับไม่ได้และลบไม่ได้ มีไว้เพื่อป้องกันการแก้ไขข้อมูลไฟล์
      • ไฟล์ซ่อน ( hidden file) ถ้าบิตนี้เป็น 1 หมายความว่าจะไม่เห็นไฟล์นั้น เมื่อใช้คำสั่งแสดงรายชื่อไฟล์ในไดเร็กทอรี่ และการค้นหาไฟล์ในไดเร็กทอรี่ก็จะข้ามไฟล์นี้ไป คำสั่งเกี่ยวกับไฟล์ บางคำสั่งจะใช้กับไฟล์ที่เป็นไฟล์ซ่อนไม่ได้ เช่น การแสดงรายชื่อไฟล์การก๊อปปี้ไฟล์ การลบไฟล์ การเปลี่ยนชื่อไฟล์ เป็นต้น
      • ไฟล์ของระบบ ( system file) ถ้าบิตนี้เป็น 1 หมายความว่าไฟล์นี้เป็นของระบบปฏิบัติการ และไฟล์นี้จะถูกข้ามไปในการค้นหาไฟล์ในไดเร็กทอรี่
      • ป้ายชื่อ ( volume lable) ถ้าบิตนี้เป็น 1 หมายความว่าไดเร็กทอรี่ช่องนี้ไม่ได้เป็นไฟล์ แต่เป็นป้ายชื่อของดิสก์ (volume lable) แทน โดยใช้ส่วนของชื่อและส่วนขยายเป็นป้ายชื่อของดิสก์ ดังนั้นป้ายชื่อของดิสก์จึงมีความยาวได้มากถึง 11 ตัวอักษร เท่ากับชื่อไฟล์รวมส่วนขยาย
      • ไดเร็กทอรี่ย่อย ( sub-directory) ถ้าบิตนี้เป็น 1 หมายความว่าช่องนี้เป็นไดเร็กทอรี่ย่อย ชื่อและส่วนขยายของช่องนี้จะเป็นชื่อและส่วนขยายของไดเร็กทอรี่ย่อย และเนื้อหาข้อมูลของไฟล์ (ไดเร็กทอรี่ย่อยนี้) จะมีลักษณะเป็นโครงสร้างของไดเร็กทอรี่ เก็บรายละเอียดเกี่ยวกับไฟล์ต่าง ๆ ภายใต้ไดเร็กทอรี่ย่อยนี้
      • บิตถาวร ( archive bit) ใช้สำหรับการสำรองไฟล์ (back up) ดอสมีคำสั่งพิเศษสำหรับการสำรองไฟล์ เมื่อเราใช้คำสั่งรองไฟล์กับไฟล์ใด จะมีการก๊อปปี้ไฟล์นั้นไว้ และเซ็ตบิตถาวรของไฟล์ ต้นฉบับให้เป็น 1 ถ้ามีการแก้ไขไฟล์ต้นฉบับนี้บิตถาวรจะถูกเปลี่ยนเป็น 0 เพื่อให้โปรแกรม ( คำสั่งสำรองไฟล์) ทราบว่ามีการแก้ไขข้อมูลในไฟล์ต้นฉบับนี้แล้ว การสำรองครั้งต่อไปควรสำรองไฟล์ที่มีบิตถาวรเป็น 0 ใหม่ ส่วนไฟล์ที่มีบิตถาวรเป็น 1 ไม่ต้องก๊อปปี้ใหม่ เพราะไม่ได้ถูกแก้ไข ไฟล์ปกติทั่ว ๆ ไปจะมีบิตถาวรเป็น 0 อยู่แล้ว
      • อีก 2 บิตที่เหลือไม่ได้ถูกใช้งาน
    3. ส่วนที่ถูกจองไว้โดยดอส มีความยาว 10 ไบต์ เป็นส่วนที่อนุญาตให้โปรแกรมใช้งานได้ ดอสไม่ได้ใช้ประโยชน์กับส่วนนี้
    4. เวลา เป็นเวลาที่สร้างหรือแก้ไขข้อมูลในไฟล์นั้นครั้งหลังสุด ส่วนนี้กินเนื้อที่ 2 ไบต์
    5. วันท ี่ เป็นวันที่ที่สร้างหรือแก้ไขข้อมูลในไฟล์นั้นครั้งหลังสุด ส่วนนี้กินเนื้อที่ 2 ไบต์ เช่นกัน
    6. คลัสเตอร์ ( cluster) แรกของไฟล์ ดังที่กล่าวไว้ในบทที่ 7 ว่า ดอสใช้ตารางการจัดสรรไฟล์ (FAT) ในการเก็บรายละเอียดว่าบล็อกข้อมูลของไฟล์อยู่ที่ไหนบ้างในดิสก์ แต่บล็อกแรกของไฟล์จะถูกเก็บไว้ที่ ไดเร็กทอรี่ ซึ่งก็คือส่วนนี้นั้นเอง ดอสเรียกบล็อกในดิสก์ว่า คลัสเตอร์ซึ่งอาจจะมีขนาด 1 เซกเตอร์, 2 เซกเตอร์ หรือมากกว่าแล้วแต่ชนิดของดิสก์คลัสเตอร์แรกของไฟล์ก็จะเป็นตัวเริ่มต้นที่จะไปหาว่าบล็อกถัดไปของไฟล์อยู่ที่ใด โดยไล่ไปตามตารางการจัดสรรไฟล์
    7. ขนาดของไฟล์ เป็นส่วนที่ระบุขนาดความยาวของไฟล์ว่ามีความยาวกี่ไบต์ โดยส่วนนี้จะมีความยาว 4 ไบต์
  • โครงสร้างของดอส
เราอาจแบ่งโครงสร้างของดอสได้ออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ติดอยู่กับฮาร์ดแวร์ของเครื่องมี ชื่อว่ารอมไบออส (ROM BIOS) และส่วนที่อยู่บนแผ่นดิสก์ ซึ่งประกอบไปด้วยบูตเรคคอร์ด (boot record) ไฟล์ MS-DOS.SYS ไฟล์ IO.SYS และไฟล์ COMMAND.COM
  • รอมไบออส ( ROM-BIOS)
ย่อมาจาก Read Only Memory-Basic Input Output System คือโปรแกรมที่ควบคุมอุปกรณ์พื้นฐานด้านอินพุตและเอาต์พุตของเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ทั้งหมด โปรแกรมนี้จะถูกเก็บอยู่ในรอมจะไม่เปลี่ยนแปลงไปตามดอสเวอร์ชันต่าง ๆ แต่จะเปลี่ยนแปลงไปตามฮาร์ดแวร์ของเครื่องพีซีรุ่นต่าง ๆ แทน นั่นคือจะเป็นส่วนที่เกิดขึ้นกับฮาร์ดแวร์ของเครื่อง ROM-BIOS จะไม่สามารถทำการเปลี่ยนแปลงได้ แต่จะเก็บอยู่ในเครื่องตลอด ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ROM-BIOS จะเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมากกว่าที่จะเป็นส่วนหนึ่งของดอส
สำหรับผู้ผลิตไมโครคอมพิวเตอร์ที่ไม่ใช่ไอบีเอ็มก็อาจมีไบออสเป็นของตนเอง ซึ่งต่างกับไบออสของไอบีเอ็ม เพราะเขาอาจใช้อุปกรณ์ที่แตกต่างกันออกไป มีวิธีควบคุมที่ต่างกัน และหลีกเลี่ยงเรื่องลิขสิทธิ์ แต่โดยหน้าที่การทำงานแล้วก็ยังคงเหมือนกัน ดังนั้นไบออสจึงเป็นส่วนที่ขึ้นกับฮาร์ดแวร์เป็นอย่างมาก ถ้าฮาร์ดแวร์ของผู้ผลิตมีลักษณะที่ต่างกันเขาต้องเปลี่ยนแปลงไบออสของเขาตามไปด้วย ไบออสเป็นโปรแกรมหรือรูทีนให้ส่วนอื่น ๆ ของดอสหรือโปรแกรมต่าง ๆ เรียกใช้เมื่อต้องการควบคุมอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ของเครื่อง
ภายใน ROM-BIOS จะมีโปรแกรมอยู่หลายโปรแกรม ดังนี้
  • โปรแกรมตรวจสอบตัวเองหรือ Self-test-routine
    เป็นโปรแกรมที่จะเริ่มทำงานเป็นโปรแกรมแรกเมื่อมีการเปิดเครื่องขึ้นมา เครื่องจะทำงานตามโปรแกรมนี้โดยจะมีการตรวจสอบหน่วยความจำว่ามีขนาดเท่าไร และมีอุปกรณ์ใดบ้างที่มีการติดตั้งอยู่กับเครื่อง
  • โปรแกรมเริ่มการทำงานของดอส หรือที่เรียกว่าตัวปลุกเครื่อง ( Bootstrapper)
    เป็นโปรแกรมที่ควบคุมให้มีการอ่านโปรแกรมบูตเรคคอร์ด ( Boot record) ซึ่งอยู่ในแทร็กวงนอกสุดของดิสก์เข้ามา เพื่อให้โปรแกรมบูตเรคคอร์ดทำการอ่านส่วนอื่น ๆ ของดอสเข้ามาอีกที
  • โปรแกรมควบคุมอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆ หรือดีไวซ์ไดร์ฟเวอร์( Device Driver)
    อุปกรณ์มาตรฐานต่าง ๆ เช่น เครื่องพิมพ์ แป้นพิมพ์ จอภาพ ดิสก์ไดรฟ์ จะมีโปรแกรมดีไวซ์ไดรฟ์เวอร์นี้เป็นตัวควบคุมการทำงาน และให้ผู้ใช้หรือโปรแกรมใด ๆ สามารถเรียกใช้อุปกรณ์เหล่านี้ได้
    • บูตเรคอร์ด ( Boot Record)
    บูตเรคคอร์ดของดอสเป็นส่วนที่เก็บไว้อยู่ในเซกเตอร์แรกของดิสก์ทุกแผ่นที่ใช้บูตเครื่องได้ ซึ่งเป็นโปรแกรมที่มีหน้าที่โหลดเอาส่วนไฟล์ IO.SYS และ MS-DOS.SYS ของดอสในดิสก์เข้าไปไว้ในหน่วยความจำ ดังนั้นดิสก์ที่มีเซกเตอร์แรกเสียหายจะไม่สามารถนำมาใช้บูตเครื่องได้
    หลังจากที่มีการเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมในรอมไบออสได้ตรวจสอบการทำงานของเครื่องพีซีแล้ว ตัวปลุกเครื่องจะทำการอ่านบูตเรคอร์ดจากดิสก์ในตำแหน่งที่มีการระบุไว้ตายตัวเข้ามาไว้ในหน่วยความจำหลัก หลังจากนั้นจะเป็นหน้าที่ของบูตเรคอร์ดที่จะทำการโหลดส่วนอื่น ๆ ของระบบปฏิบัติการจากแผ่นดิสก์เข้ามาสู่หน่วยความจำ และยกหน้าที่การควบคุมระบบเครื่องทั้งหมดให้กับระบบปฏิบัติการต่อไป
    • IO.SYS
    IO.SYS เป็นไฟล์ที่ซ่อนไว้ในระบบ (Hidden File) เราไม่สามารถใช้คำสั่ง DIR ธรรมดาเพื่อดูไฟล์ประเภทนี้ได้ จะต้องใช้คำสั่ง DIR /AH จึงจะเห็นไฟล์ประเภทนี้ เป็นส่วนที่ทำหน้าควบคุมการทำงานของอุปกรณ์รอบข้างต่าง ๆ ในระบบ โดยทำงานควบคู่ไปกับไบออส เป็นส่วนเพิ่มเติมขึ้นมาและมีรายละเอียดหรือเป็นเทคนิคพิเศษในการทำงานเพิ่มเติมจากของไบออส โดยลักษณะการออกแบบแล้ว ไบออสเป็นเพียงโปรแกรมมาตรฐานที่ควบคุมอุปกรณ์ของเครื่องเท่านั้น ผู้ใช้อาจไม่จำเป็นต้องใช้ดอสเป็นระบบปฏิบัติการของเครื่องก็ได้ เขาอาจใช้ระบบปฏิบัติการอื่น ๆ แทนได้ ซึ่งระบบปฏิบัติการเหล่านั้นสามารถที่จะนำเอาไบออสไปใช้งานได้เช่นกัน ทำให้เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานเป็นอย่างมาก IO.SYS นี้เป็นส่วนของดอสที่จะนำเอาไบออสมาใช้เพื่อควบคุมอุปกรณ์แต่ละตัว โดยเป็นแบบฉบับของดอสเองซึ่งระบบปฏิบัติการอื่น ๆ ก็จะต้องมีส่วนที่ทำหน้าที่นี้เช่นเดียวกัน
    การแยก IO.SYS ออกไปจากไบออสยังมีข้อดีอีก 2 ประการ คือ ประการแรก ถึงแม้ว่าไบออสได้รับการออกแบบและตรวจสอบอย่างดีแล้วก่อนที่จะบรรจุลงรอม แต่ก็อาจตรวจพบความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ภายหลังการแก้ไขข้อผิดพลาดที่พบในรอมย่อมเป็นสิ่งที่ไม่สะดวกอย่างมาก แต่ถ้าแก้ไข IO.SYS ให้ช่วยขจัดข้อ ผิดพลาดในไบออสย่อมเป็นสิ่งที่ง่ายกว่ามาก อีกประการหนึ่งคือในกรณีที่มีอุปกรณ์ใหม่ ๆ เพิ่มเติมเข้ามาในระบบ เราก็จะเพิ่มโปรแกรมควบคุมอุปกรณ์หรือตัวขับอุปกรณ์ใหม่ๆ เหล่านั้นเข้าไปในระบบ สำหรับดอสเวอร์ชั่น 2.0 ขึ้นไป การเพิ่มเติมตัวขับอุปกรณ์เข้าไปในระบบทำได้ง่ายมาก เพียงแต่มีไฟล์โปรแกรมตัวขับอุปกรณ์อยู่และใส่ ชื่อไฟล์เหล่านั้นลงในไฟล์ที่ชื่อ CONGIG.SYS เท่านั้น ตอนบูตเครื่องดอสก็จะนำเอาตัวขับอุปกรณ์เหล่านั้น รวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของดอสด้วย
    1. MSDOS.SYS
    MSDOS.SYS เป็นไฟล์ที่ซ่อนไว้ในระบบเช่นเดียวกับ IO.SYS MS-DOS ทำหน้าที่รวบรวมเอาโปรแกรมต่าง ๆ สำหรับงานบริการต่าง ๆ ด้านระบบ (DOS service function) ซึ่งเป็นงานในระดับสูงขึ้นจากในส่วนของ IO.SYS IO.SYS ควบคุมการทำงานอุปกรณ์แต่ละตัว แต่ MS-DOD.SYS เลือกใช้ประสานการทำงานของอุปกรณ์ให้เกิดงานที่ผู้ใช้ต้องการ โดยไม่สนใจวิธีการควบคุมอุปกรณ์เหล่านั้น รวมทั้ง MSDOS.SYS จะรับข้อมูลต่าง ๆ จากผู้ใช้หรือโปรแกรมเข้ามาและส่งคำสั่งไปยัง IO.SYS ซึ่งจะเรียกใช้รูทีนที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องต่อไป
    ทั้งไฟล์ IO.SYS และ MS-DOS.SYS เป็นไฟล์ระบบและไฟล์ซ่อนด้วย ดังนั้นเมื่อสั่งให้แสดงรายชื่อไฟล์จะไม่เห็นไฟล์ทั้ง 2 นั้น IO.SYS และ MS-DOS.SYS เป็นชื่อของไฟล์สำหรับเอ็มเอสดอส ในพีซีดอสใช้ชื่อ IBMIO.COM แทน IO.SYS และใช้ IBMDOS.COM แทน MS-DOS.SYS
    1. COMMAND.COM
    COMMAND.COM เป็นไฟล์ธรรมดาที่สามารถเห็นได้ในไดเร็กทอรี่ มีหน้าที่เป็นตัวแปลคำสั่ง ติดต่อกับผู้ใช้ โดยแสดงเครื่องหมายพร้อมต์ออกทางจอภาพ โดยจะรับคำสั่งจากผู้ใช้ว่าเป็นคำสั่งอะไร แล้วทำการแปลความหมายว่าต้องการให้ดอสทำอะไร ต้องทำอย่างไรบ้างกับคำสั่งนั้น แล้วจึงส่งต่อให้ MSDOS.SYS อีกทีหนึ่ง เพื่อทำงานตามที่ต้องการต่อไป คำสั่งภายใน (Internal Command) ต่าง ๆ ของดอสที่ผู้ใช้สามารถเรียกใช้ได้โดยไม่ต้องอาศัยแผ่นดอสหรือไม่มีอยู่ในฮาร์ดดิสก์ เช่น DIR, COPY, REN หรือ DEL จะเป็นส่วนที่อยู่ในตัว COMMAND.COM ทั้งสิ้น แต่ถ้าเป็นคำสั่ง FORMAT ซึ่งเป็นคำสั่งให้จัดเนื้อที่ในดิสก์ใหม่หรือคำสั่ง CHKDSK ซึ่งเป็นคำสั่งตรวจสอบเนื้อที่ของดิสก์ จะถูกเรียกว่าเป็นคำสั่งภายนอก (External Command) ที่ไม่มีอยู่ใน COMMAND.COM แต่จะมีอยู่ในแผ่นดอสที่ใช้บูตระบบ หรือในฮาร์ดดิสก์ ดังนั้นถ้าต้องการเรียกใช้คำสั่งภายนอกต่าง ๆ จำเป็นต้องเรียกจากดิสก์เท่านั้น ทั้งเอ็มเอสดอสและพีซีดอสใช้ชื่อไฟล์ COMMAND. COM เหมือนกัน
  • การสตาร์ทอัฟ
    ขั้นตอนการเริ่มต้นการทำงานหรือการบูตเครื่องนั้นเกิดขึ้นเมื่อ
    1. เริ่มต้นเปิดสวิตซ์ของเครื่อง หรือ
    2. กดแป้น Ctrl Alt Del 3 ปุ่มพร้อมกันหรือ
    3. กดปุ่มรีเซ็ต ( reset)
    ขั้นตอนการบูตเครื่องเป็นดังนี้ เริ่มจากมีโปรแกรมเล็ก ๆ ที่ถูกเก็บไว้ในรอมทำงาน ซึ่งถูกโหลดเข้าหน่วยความจำโดยวงจรฮาร์ดแวร์ โปรแกรมนี้จะวิ่งไปโหลดเอาโปรแกรมในบูตเรคคอร์ด และส่งมอบการทำงานให้ ดังนั้นถ้าบูตเรคคอร์ดของแผ่นดิสก์เสีย ดิสก์แผ่นนั้นจะไม่สามารถใช้สำหรับการบูตเครื่องได้เลย โปรแกรมในบูตเรคคอร์ดจะโหลดเอาไฟล์ IO.SYS และ MS-DOS.SYS เข้ามาไว้ในหน่วยความจำและส่งมอบการทำงานให้ เนื่องจากบูตเรคคอร์ดเป็นโปรแกรมที่มีขนาดเล็กมาก (มีขนาดไม่เกิน 1 เซกเตอร์หรือ 512 ไบต์) ถ้าให้โปรแกรมไม่มีความเก่งพอที่จะค้นหาไฟล์ IO.SYS และ MS-DOS.SYS ในไดเร็กทอรี่ได้ เพื่อความง่ายต่อการทำงานของโปรแกรมในบูตเรคคอร์ด จึงกำหนดให้ไฟล์ทั้ง 2 อยู่ที่ 2 ช่องแรกในไดเร็กทอรี่เท่านั้น ( คือเป็นไฟล์ที่หนึ่งและสองในไดเร็กทอรี่) ดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีไฟล์ทั้งสองนี้อยู่ในแผ่นดิสก์สำหรับบูต แต่ไฟล์ทั้งสองไม่ได้เป็นสองไฟล์แรกใน ไดเร็กทอรี่ การบูตก็ไม่สามารถสำเร็จลงได้ และจะปรากฎข้อความแสดงบนจอภาพให้เราทราบ
    ในขั้นนี้ IO.SYS จะเป็นผู้ควบคุมการทำงานของเครื่องแทนบูตเรคคอร์ด IO.SYS จะหาชื่อไฟล์ที่ชื่อ CONFIG.SYS แล้วตรวจสอบข้อมูลของไฟล์นี้ IO.SYS จะโหลดเอาตัวขับอุปกรณ์ที่ถูกระบุในไฟล์ CONFIG.SYS เข้าไปไว้ในหน่วยความจำเพื่อร่วมกันทำงาน นอกจากนี้ยังทำการกำหนดลักษณะต่าง ๆ ของระบบตามที่ระบุไว้ใน CONFIG.SYS อีกด้วย เช่น จำนวนไฟล์ที่เปิดได้มากที่สุดในเวลาเดียวกัน ขนาดของบัฟเฟอร์สำหรับดิสก์ เป็นต้น
    ต่อจากนั้น IO.SYS จะโหลดเอา COMMAND.COM เข้ามาในหน่วยความจำ และส่งมอบการทำงานให้ COMMAND.COM จะค้นหาไฟล์ที่ชื่อ AUTOEXEC.BAT และทำงานตามคำสั่งในไฟล์นั้น AUTOEXEC.BAT เป็นแบตซ์ไฟล์ที่รวบรวมคำสั่งต่าง ๆ ของดอสเอาไว้เป็นชุด และดอสจะทำงานตามลำดับของคำสั่งนั้นทุก ๆ ครั้งที่บูตเครื่อง คำสั่งเหล่านี้ผู้ใช้เป็นผู้กำหนดเองโดยกำหนดในไฟล์ที่ชื่อว่า AUTOEXEC.BAT เท่านั้น เมื่อ COMMAND.COM ทำงานตามคำสั่งในไฟล์ AUTOEXEC.BAT เสร็จเรียบร้อยแล้ว มันก็จะแสดงเครื่องหมายพร้อมต์ออกทางที่จอภาพและคอยรับคำสั่งจากผู้ใช้ต่อไป คำสั่งที่ COMMAND.COM รับมาจากผู้ใช้จะถูกแปลความหมายว่าต้องการอะไร แล้วจึงเรียกใช้โปรแกรมต่าง ๆ ในส่วนของ MS-DOS.SYS ทำงานให้
    คำสั่งต่าง ๆ ของดอสแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ คำสั่งภายใน (Internal command) และ คำสั่งภายนอก (External command) ซึ่งมีความแตกต่างกันคือ คำสั่งภายในคือคำสั่งที่ COMMAND.COM รับจากผู้ใช้แล้วสามารถทำงานให้ได้ทันที ตัวอย่างของคำสั่งเหล่านี้ได้แก่
    คำสั่งภายในของดอส
    ความหมาย
    copyก๊อปปี้ไฟล์
    del , delete, era, หรือ eraseลบไฟล์
    rename หรือ renเปลี่ยนชื่อไฟล์
    dateแสดงและเปลี่ยนวันที่ให้กับเครื่อง
    timeแสดงและเปลี่ยนเวลาให้กับเครื่อง
    cdเปลี่ยนไดเร็กทอรี่ปัจจุบัน
    mdสร้างไดเร็กทอรี่ย่อย
    rdลบไดเร็กทอรี่ย่อย
    ส่วนคำสั่งภายนอกเป็นคำสั่งขนาดใหญ่ ดอสต้องแยกเก็บไว้ในไฟล์ต่าง ๆ การใช้คำสั่งภายนอกดอสต้องไปโหลดจากดิสก์เข้ามาจึงจะทำงานได้ ไฟล์ของคำสั่งต่าง ๆ เหล่านี้จะอยู่ในไฟล์ที่มีส่วนขยายเป็น . EXE หรือ .COM ตัวอย่างของคำสั่งเหล่านี้ได้แก่
    คำสั่งภายนอกของดอส
    ความหมาย
    formatใช้สำหรับฟอร์แมตแผ่นดิสก์
    treeแสดงโครงสร้างของระบบไฟล์
    labelแสดงป้ายชื่อของดิสก์
    attribเปลี่ยนแอตตริบิ้วของไฟล์
    backupสำเนาไฟล์
    diskcopyก๊อปปี้ดิสก์ทั้งแผ่น
    โดยปกติ COMMAND.COM จะรับคำสั่งมาจากผู้ใช้แล้วตรวจสอบว่าเป็นคำสั่งภายในหรือไม่ถ้าใช่ก็จะทำงานให้ทันที ถ้าไม่ใช่ก็จะถือว่าเป็นคำสั่งภายนอก และจะให้ค้นหาในดิสก์ซึ่งจะค้นหาจากไฟล์ที่มีส่วนขยายเป็น .BAT .COM และ .EXE ตามลำดับ ไฟล์ที่มีส่วนขยายเป็น .BAT คือแบตช์ไฟล์ของดอสที่รวบรวมคำสั่งต่าง ๆ ของดอสไว้เป็นชุด ไฟล์ประเภทนี้เป็นไฟล์ของตัวอักษร (text file) และให้ทำงานเป็นลำดับดังเช่นไฟล์ AUTOEXEC.BAT ส่วนไฟล์ที่มีส่วนขยายเป็น .COM หรือ .EXE เป็นไฟล์โปรแกรมในรูปของภาษาเครื่องซึ่งพร้อมที่จะถูกโหลดเข้าไปในหน่วยความจำและรันได้ทันที ในกรณีไฟล์โปรแกรมของผู้ใช้ก็จะเป็นไฟล์ที่มีส่วนขยายเป็น .COM หรือ .EXE เช่นกัน การเรียกใช้โปรแกรมทำงานจึงเรียกใช้ได้เหมือนกับการเรียกใช้คำสั่งภายนอกของดอส ในสายตาของดอสโปรแกรมของผู้ใช้ก็คือคำสั่งภายนอกของมันนั่นเอง
  • ลักษณะอื่น ๆ ของดอส
    ดอสเป็นระบบปฏิบัติการที่มีระบบไฟล์หลายระบบ ในแผ่นดิสก์แต่ละแผ่นจะเก็บระบบไฟล์ไว้หนึ่งระบบ ซึ่งต่างกับยูนิกซ์ที่มีระบบไฟล์เพียงระบบเดียว ผู้ใช้ทุกคนอยู่ในระบบไฟล์เดียวกันเพียงแต่อยู่ต่าง ไดเร็กทอรี่ย่อยเท่านั้น แต่ดอสแยกระบบไฟล์ออกไปเลย ตามตัวขับดิสก์หรือดิสก์ไดร์ฟ ดอสกำหนดให้ระบบมีดิสก์ไดร์ฟอย่างน้อย 2 ตัว คือ A: และ B: ( โดยที่เราอาจมีดิสก์ไดร์ฟจริง ๆ 1 หรือ 2 ตัวก็ได้) ถ้าเรามีดิสก์ไดร์ฟ ( ขอเรียกสั้น ๆ ว่าไดร์ฟ) เพิ่มขึ้นอีก ดอสก็จะให้เป็นไดร์ฟ C: D: และต่อ ๆ ไปตามจำนวนที่มีเพิ่ม
    การอ้างถึงไฟล์ต่าง ๆ นอกจากจะต้องกำหนดพาธ ( path) และชื่อไฟล์แล้ว ยังต้องกำหนดไดร์ฟ (ระบบไฟล์) ของไฟล์ด้วย เช่น การอ้างถึงไฟล์ TEST.DAT ในไดร์ฟ A: จะอ้างได้เป็น A:TEST.DAT เป็นต้น หมายถึงเป็นไฟล์ที่อยู่ในดิสก์ไดร์ฟ A: เป็นต้น
    ในทำนองเดียวกันกับแนวคิดของไดเร็กทอรี่ปัจจุบัน ดอสก็มีไดร์ฟปัจจุบัน (current drive) ด้วยเช่นกัน ถ้าการอ้างถึงไฟล์ไม่มีการกำหนดไดร์ฟของไฟล์ ดอสก็จะถือว่าไฟล์ที่อ้างถึงนั้นเป็นไฟล์ในไดร์ฟปัจจุบัน ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนไดรฟ์ปัจจุบันได้เหมือนกับที่สามารถเปลี่ยนไดเร็กทอรี่ปัจจุบัน โดยปกติแล้วเครื่องหมายพร้อมต์จะบอกไดร์ฟปัจจุบันไว้แล้ว เช่น เครื่องหมายพร้อมต์เป็นดังนี้
    A:\> หมายความว่าไดร์ฟปัจจุบันคือ ไดร์ฟ A
    วิธีการเปลี่ยนไดร์ฟปัจจุบันนั้นง่ายมาก เพียงแค่ใส่ชื่อไดร์ฟที่ต้องการให้เป็นไดร์ฟปัจจุบันและตามด้วยเครื่องหมาย “:” เท่านั้น เช่น ไดร์ฟปัจจุบันคือ A ต้องการเปลี่ยนให้เป็น B ให้ใส่คำสั่งให้กับดอสดังนี้
    A:\>B:
    ดอสจะเปลี่ยนไดร์ฟปัจจุบันเป็นไดร์ฟ B และจะแสดงเครื่องหมายพร้อมต์เป็น B:\>


    ที่มา : http://www.med.cmu.ac.th/eiu/informatics/Literacy/computer/operating%20system/dos.htm